EDP 2022: Building Transformational Leaders

EDP 2022: Building Transformational Leaders

Final ปก Blog 15

ขอขอบคุณ Thai Listed Companies Association (TLCA) ที่ได้ให้เกียรติเชิญ ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ (Founder & CEO ADGES) เป็นวิทยากรร่วมกับ ดร.วิรไท สันติประภพ (ประธานกรรมการบริหาร หอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ) ของหลักสูตร TLCA Executive Development Program (EDP) ในหัวข้อ ‘Mindfulness กับความเป็นผู้นำ’ ณ สวนโมกข์กรุงเทพ

ช่วงแรกเป็นการบรรยาย “ธรรมบรรยาย” โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ (ประธานสงฆ์ สำนักปฏิบัติวิวัฏฏะ)

“ก่อนที่จะจบการบรรยาธรรมในวันวันนี้พระอาจารย์ขอถามพวกเราผู้บริหารระดับสูงนิดว่า หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับเท่าไร”

ก่อนที่จะเฉลยคำตอบ ขออนุญาติทำหน้าที่ในฐานะลูกศิษย์และกัลยาณมิตร

วันนี้ได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นเด็กวัด ลูกศิษย์พระไปกราบนมัสการพระอาจารย์นวลจันทร์ที่รับนิมนต์คณะ EDP รุ่นที่ 22 เพื่อมาปิดการสัมมนาที่ได้จัดขึ้นที่สวนโมกข์กรุงเทพ วันนี้ได้พิจารณาข้อธรรมตามธรรมเทศนาของพระอาจารย์แล้วอยากจะจดบันทึกเพื่อเป็นข้อเตือนใจตัวเองพร้อมทั้งแบ่งปันเพื่อจะเป็นประโยชน์

เนื่องจากผู้ฟังเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรพระอาจารย์เลยให้นำ้หนักในเรื่องธรรมะคือหน้าที่และการทำงาน โดยท่านพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารโดยปราศจากอคติ เพราะถ้าเราพูดถึงบทบาทของการเป็นผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรนั้นก็คือในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการหรือ MD ในการจัดการถ้าเราทำไปตามตำแหน่งหน้าที่โดยไม่ใช่จัดการไปตามกิเลสของเรา ผู้บริหารจะให้ธรรมกับงานการทำงาน และจะไม่ใช่การทำกรรมของผู้จัดการเพราะไม่มีการจัดการ สุดท้ายเลยไม่ต้องกลายไปเป็น กรรมผู้จัดการ คือต้องชดใช้กรรมของผู้ที่(ดัน)เข้าไปจัดการ อย่างที่ชื่อตำแหน่งได้ระบุเอาไว้

สิ่งที่น่ากลัวในการทำงานของผู้บริหารคือ อคติ หมายถึง วิถีในทางที่ผิดหรือการดำเนินไปในทางที่ผิด ทั้งนี้ อันเกิดจากทัศนะหรือความคิดเห็นในทางที่ผิด ซึ่งต่อมาจึงใช้คำให้เข้าใจง่ายเป็น ความลำเอียง หรือ ความไม่เที่ยงธรรม ประกอบด้วย 4 ประการ คือ

1. ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ

2. โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธหรือชิงชัง

3. โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือ ความลำเอียงเพราะความเขลา

4. ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว

การจัดการเรื่องของอคติที่ได้ผลคือการ ร่วมกันคิดโดยใช้รูปแบบของสภาหรือในแง่ของสงฆ์จะใช้รูปแบบของคณะสงฆ์ หมู่สงฆ์ หรือสังฆะ แล้วถ้าผู้บริหารก็ทำไปตามกิจตามหน้าที่ ตามที่คณะได้ร่วมกันพิจารณา จะไล่คนออก หรือจะให้คุณให้โทษก็ไม่ได้เป็นการทำไปเพราะอัตตาหรือความเป็นตัวเป็นตน คือให้ธรรมกับงาน ทำไปไม่ได้ไปสร้างเวรสร้างกรรมเพิ่มเติม

IMG 3410 edited scaled

พระอาจารย์ยังพูดต่อว่ากรรมการผู้จัดการที่เรารู้จักกันดี จะมีตัวย่อคือ MD ถ้าเราถอดรหัสแต่ละตัวถ้าเริ่มจากตัวแรกนั้นก็คือ M ถ้าจะพูดอย่างง่ายๆ ก็จะใช้แทนว่า Man หรือ Man Man คำนี้ก็ยังไม่ค่อยดี เพราะ Man Man จะมีความเชื่อผิดๆ ที่ว่า คิดแบบนักเลง กล้าทำก็กล้ารับ จะเอาไปลงโทษ ติดคุกหรือประหารก็ทำได้เลย ก็ทำให้พวก Man Man ขาดหิริโอตัปปะหรือความละอายต่อบาป เพราะเป็นคนที่กล้ารับผล กล้าทำผิด แหกทุกกฏ และพร้อมที่จะยอมรับผลกรรม เลยผิดศีลได้ง่าย ดังนั้น Man Man ก็ยังไม่ค่อยดี ส่วน D มาเดียวๆก็ยังไม่ดีพอจะดีต้องมี P กำกับก็เลยเป็น EDP เพราะจะกลายเป็น Development Program ในพุทธเราจะเรียกว่าเป็นการภาวนาจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนาก็ได้ เพราะเข้าสู่ระบบการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ให้ยิ่งดีขึ้นให้สูงขึ้น

ส่วนการทำงานถ้ามองให้ดีประกอบไปด้วย ทาน ศีล และภาวนา อยู่แล้ว การทำงานเป็นการให้ทานเพราะว่าเราให้สินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์นั้นก็คือทาน แล้วศีลคือการปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์กรที่เราเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้ไปทำลายกฏขององค์กร ส่วนสุดท้ายการภาวนาหรือการพัฒนาหรือ Development เป็นการทำให้มีสิ่งที่ดีงามเพียงส่วนเดียว ดังนั้นการทำงานถ้าเราวางใจถูกต้องจะได้ทั้ง ทาน ศีล และภาวนา และยิ่งประกอบไปด้วยฉันทะ เพราะรักได้สิ่งที่ทำพยายามที่จะมองหาหนทางในการพัฒนาสร้างนวัตกรรมต่อยอดก็จะยิ่งดี อย่าปล่อยให้การทำงานเป็นไปอย่างแห้งแล้งขาดแรงบันดาลใจ เพราะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ให้ธรรมกับงานนั้นเอง

และเมื่อทุกครั้งที่เราระลึกถึงการทำงานที่ประกอบไปด้วย ทาน ศีล ภาวนา เมื่อนั้นนิพพานน้อยๆก็จะเกิดขึ้นภายในใจของเรา และการทำงานหรือ Duty ก็จะเป็นการทำงานชนิดที่เรียกว่า Duty Free นั้นก็คือเป็นการทำงานที่ Clear ไม่ขุ่นเพราะเราไม่ต้องไปเสียภาษีย้อนหลัง ภาษีมาจากไหนภาษีมาจากการทำงานที่ไม่ได้ให้ธรรมกับการทำงาน โดยเอาอัตตาตัวตนและความเข้าใจผิดไปจัดการจนกลายเป็น Duty Foul นั้นก็คือการทำงานอย่างผิดกิจ ผิดหน้าที่ คิดถึงครั้งใดก็รู้สึกผิดการกระทำในอดีตว่าพลาดไปแล้ว จนต้องจ่ายด้วยความไม่สบายใจ ความขุ่นข้องหมองใจทุกครั้งที่นึกถึง นั้นก็คือ Duty ไม่ Free หรือ Duty Foul นั้นเอง

ดังนั้นพระอริยะทั้งหลายจะทำงานด้วยความไม่ลำเอียงเพราะจะเอียงไปทั้งลำ กล่าวคือจะเอียงไปทางธรรม แต่ปุถุชนธรรมดาอย่างเรามักที่จะเอียงไปทางเธอ (ไม่ใช่ทางธรรม) เอียงไปทางเธอ เธอก็อาจจะพาไปให้ผิดธรรมผลลัพธ์เลยเป็นความเดือดเนื้อร้อนใจเพราะผิดศีล ขอให้จำไว่ว่า ‘สติมีศีลยังอยู่ สติขาดศีลขาด’ ดังสติจำเป็นในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ดังนั้นการทำงานโดยปราศจากอคติจะเป็นการลดอุณหภูมิในองค์กรได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะตอนนี้เรามาอยู่กันที่สวนรถไฟ คือถ้ามองเสียใหม่นั้นก็คือ ‘สวนลดไฟ’ หรือลดความร้อนของกิเลส รวมถึงบทบาทของผู้บริหารที่ไม่ใช้แค่สร้างกำไรแต่รวมไปถึงพัฒนาตนเองและผู้อื่นและลดอุณหภูมิในองค์กร ให้สมกับสถานที่ที่เราอยู่ที่ชื่อว่าสวนโมกข์หรือสวนแห่งการหลุดพ้นที่แท้จริง

“พวกเราควรจะใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า สงบ เย็น และเป็นประโยชน์”

อย่างที่ท่านพุทธทาสท่านได้กล่าวไว้












สุดท้ายกลับมาที่คำถามว่า 1 + 1 ได้เท่าไร

“ถ้าจะตอบว่า 1 + 1 = 1 + 1 บ้างได้ไหม จะต้องให้เป็นอะไร หรือจะให้บัญญัติเป็นอะไรไปทำไม หลายครั้งในการเข้าไปกำกับให้คุณให้ค่า จะเป็นการเอาอัตตาเราจะยุ่งกับวิถีทางธรรมชาติไปอีก ให้ 1 + 1 เท่ากับ 1 + 1 บ้างก็ได้นะ

สุดท้ายพระอาจารย์นวลจันทร์ได้กล่าวว่า

“ขออนุโมทนากับชาวคณะ EDP ที่ใส่เรื่อง สัมมาเข้าไปในเรื่อง Development Program เมื่อวางเข็มทิศถูก เราก็จะเห็นถูกและเป็นผู้นำที่มีความเห็นถูกเป็นเครื่องนำทาง เท่านั้นก็ก็ทำหน้าของเราในบทบาทผู้บริหารได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ขออนุโมทนากับทุกท่าน”

บทสรุปให้ตัวเอง วันนี้เป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง

เรื่อง : ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ (Founder & CEO ADGES)

สนใจพัฒนาความเป็นผู้นำด้วย Situational Leadership ที่สามารถนำมาปรับใช้ภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ADGES E-mail: [email protected] หรือ 6688-028-1111 หรือเว็บไซต์ www.adges.net

how can we help you?

If you have questions or require more information about our services.


Please Contacts

how can we help you?

If you have questions or require more information about our services.