เมื่อถามครูกว่า 120 ท่านที่มาร่วมในงานว่า “คุณครูที่เป็นต้นแบบของเรา มีคุณสมบัติอย่างไร” คำตอบที่ได้สะท้อนความคาดหวังที่คุ้นเคย เช่น “สนุก” “ใจดี” “เข้าใจเด็ก” “ให้กำลังใจ” แต่ประเด็นที่น่าคิดไม่ใช่ว่าเรารู้คำตอบเหล่านี้หรือไม่ หากแต่เป็นว่าเรามีเส้นทางที่จะเดินไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร และที่สำคัญกว่านั้น เราต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ถ้าเราล้มเหลวในการอยู่กับปัจจุบัน ล้มเหลวในการจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักเรียนที่อยู่ตรงหน้าเรา เราก็ล้มเหลวในฐานะครูไปแล้ว เราไม่ได้ทำหน้าที่ของครูอย่างแท้จริง นี่คือข้อความที่ผมอยากฝากไว้ตั้งแต่ต้น เพราะมันคือหัวใจของการเป็นครูผู้ตื่นรู้ (Awakened Teacher) โลกที่กำลังเปลี่ยน และคำถามที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบันสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนแปลง คะแนนสอบ PISA เลขและวิทยาศาสตร์ของเราอยู่ในลำดับท้ายๆ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่บอกเราว่าระบบการศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง แต่ที่ท้าทายกว่าตัวเลขเหล่านั้นอีคือการปฏิวัติของเทคโนโลยี AI ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2023 AI ได้แซงหน้ามนุษย์ไปแล้วในหลายด้าน บางงานตั้งแต่ปี 2015 AI ก็ทำได้ดีกว่าเราแล้ว เราเห็นสายงานต่างๆ เริ่มหายไปเพราะ AI สามารถเขียนคอนเทนต์ สร้างรูปภาพ วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างกลยุทธ์ได้ดีกว่ามนุษย์ คำถามที่ครูทุกคนจึงต้องเผชิญหน้าคือ เราจะสอนอะไรในยุคที่ AI ไปไกลกว่าเราแล้ว ความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงของเราอยู่ตรงไหน ความสามารถในการตระหนักรู้ในปัจจุบัน
Wisdom Leadership Circle: Futureful Leadership – Transcending Boundaries: Timeless Wisdom for Tomorrow’s Challenge วันนี้ผมได้มีโอกาสเป็นผู้ดำเนินรายการในการเสวนา “Futureful Leadership – Transcending Boundaries: Timeless Wisdom for Tomorrow’s Challenge” โดยมีผู้ร่วมเสวนาดังนี้ • ดร.ศิริกุล เลากัยกุล I ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการโครงการพอแล้วดี The Creator• ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ Group Chief Human Resources Officer บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)• อลิสรา ศิวยาธร CEO, โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ Moderator: ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ I Founder &
Introduction In today’s rapidly evolving business landscape, organizations across the globe are facing unprecedented transformation driven by artificial intelligence. McKinsey & Company’s framework on “Six shifts to build an agentic organization” provides a blueprint for businesses to adapt to this new reality. For Thailand and Southeast Asian companies specifically, embracing these shifts isn’t merely beneficial—it’s
“What is your greatest weakness?” (อะไรคือจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณ?) คนส่วนใหญ่ตอบคำถามสัมภาษณ์ทั่วไปนี้โดยการระบุจุดอ่อนในรูปแบบของจุดแข็งที่เกินจริง เช่น “ฉันใส่ใจลูกค้ามากเกินไป” “ลงรายละเอียดและตั้งใจมากจนเกินไป” แต่คำกล่าวเช่นนี้อาจถูกต้องมากกว่าที่พวกเขาตระหนัก จุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราสามารถกลายเป็นจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้เมื่อใช้มากเกินไป สิ่งที่ดูเหมือนจุดแข็งด้านบุคลิกภาพในช่วงต้นของอาชีพอาจเป็นอุปสรรคต่อศักยภาพในระดับผู้นำที่สูงขึ้น ผู้ที่ทำงานเดี่ยวระดับสูงที่เคยชินกับความเป็นอิสระอาจพึ่งพาความเป็นอิสระมากเกินไปในฐานะผู้จัดการมือใหม่ พวกเขาอาจดูห่างเหินและเมินเฉยเมื่อทีมคาดหวังการชี้แนะและการสนับสนุน เมื่อผู้นำก้าวหน้าขึ้น ความเสี่ยงก็สูงขึ้น และผลลัพธ์ของจุดแข็งที่ใช้มากเกินไปเหล่านี้ก็สูงขึ้นด้วย ด้วยการดำเนินการเพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการตกราง องค์กรสามารถช่วยให้ผู้นำใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยไม่ต้องยอมแพ้ต่อจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Derailers คืออะไร? Derailers (ด้านมืดทางบุคลิกลักษณะ หรือปัจจัยที่ทำให้เราหลุดและไม่เป็นตัวของตัวเอง) เป็นส่วนหนึ่งของด้านมืดของบุคลิกภาพ ภายใต้สถานการณ์ประจำวัน คุณลักษณะบุคลิกภาพด้านมืดสามารถเป็นจุดแข็งได้ อย่างไรก็ตาม คุณลักษณะเหล่านี้สามารถกลายเป็นอุปสรรคในอาชีพเมื่อบุคคลนั้นเครียด เบื่อ หรือพอใจ ตัวอย่างเช่น การเป็นคนเปิดเผยและมีทักษะทางสังคมสามารถกลายเป็นพฤติกรรมที่แสวงหาความสนใจหรือส่งเสริมตนเองหากไม่ได้รับการจัดการ ทุกคนมี derailers (ด้านมืดทางบุคลิกลักษณะ) เพราะทุกคนมีด้านมืด เมื่อเราพูดถึงด้านมืด เราไม่ได้หมายถึง Dark Triad หรือความผิดปกติทางบุคลิกภาพทางคลินิก เราหมายถึงลักษณะที่วัดโดย Hogan Development Survey ที่สามารถถูกใช้มากเกินไปเมื่อบุคคลไม่ได้ติดตามพฤติกรรมของตัวเอง พวกมันสามารถ activate ที่ทำงานหรือในด้านอื่นๆ ของชีวิต ตัวอย่างเช่น เสน่ห์ที่ช่วยให้บุคคลโดดเด่นเป็นผู้นำอาจทำให้พวกเขาดูเหมือนหลงตัวเองหรือคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง ผลกระทบของ
The Essence of Exceptional Coaching Goes Beyond Technique ลองนึกถึงโค้ชที่ดีที่สุดในชีวิตคุณ… สิ่งที่ผู้นำมักจะเล่าถึงไม่ใช่เทคนิคการตั้งคำถามที่สมบูรณ์แบบ หรือวิธีการฟังอย่างตั้งใจที่ไร้ที่ติ แต่พวกเขามักจะพูดถึง ตัวตน การเชื่อมโยง และความเชื่อมั่น ที่โค้ชคนนั้นมอบให้ พวกเขาจดจำความรู้สึกที่ได้รับ—ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ได้รับการมองเห็น และมีศักยภาพมากกว่าที่คิด “เขามองเห็นบางอย่างในตัวฉันที่แม้แต่ตัวฉันเองยังมองไม่เห็น”“เขาสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ฉันกล้าเปิดเผยตัวตนที่เปราะบาง”“เขาทุ่มเทให้กับการเติบโตของฉันอย่างจริงใจ”“เขาท้าทายฉันเพราะเชื่อว่าฉันทำได้” นี่คือความจริงที่ลึกซึ้ง: การเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยมไม่ได้อยู่ที่คุณทำอะไร (doing) แต่อยู่ที่คุณเป็นใคร (being) ในขณะที่ทำสิ่งนั้น The Critical Mindset Shift for Leader-Coaches มุมมองแบบผู้นำทั่วไปมักคิดว่า: “ฉันมีประสบการณ์ ฉันรู้คำตอบ ฉันจะบอกวิธีลัดให้คุณประสบความสำเร็จเร็วขึ้น”แต่ coaching mindset กลับคิดต่างออกไป: “พวกเขามีศักยภาพที่จะหาคำตอบได้เอง หน้าที่ของฉันคือสร้างเงื่อนไขให้ความคิดที่ดีที่สุดของพวกเขาผลิบาน” การเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้—จากการ “รู้คำตอบ” เป็น “สงสัยใคร่รู้” จากการ “แก้ปัญหา” เป็นการ “สำรวจ” จากการ “สั่งการ” เป็นการ “ค้นพบ”—คือสิ่งที่แยกผู้นำที่มีหัวใจของโค้ชออกจากคนอื่นๆ การปล่อยวางตัวตนของ “ผู้เชี่ยวชาญ”
ในยุคที่ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม คำถามที่ว่า “แบรนด์ไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน” อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้องอีกต่อไป เพราะคำถามที่แท้จริงคือ เราจะใช้ความเป็นไทยเป็นจุดแข็งในการแข่งขันอย่างไร บทเรียนจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บุกเบิก งานสัมมนาในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการนำเสนองานวิจัยเรื่อง “Brand Survival Playbook” โดยคุณศศิภาส์ มงคลนาวิน Managing Partner และ Group Strategy Director จาก Ogilvy Thailand ที่นำเสนอกรณีศึกษาจริงและบทเรียนที่แบรนด์ต่างๆ ใช้ในการอยู่รอดและเติบโต สี่ระดับของความเป็นไทย เมื่อพูดถึงการสร้างแบรนด์ไทยให้ไปถึงใจผู้บริโภคทั่วโลก สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าความเป็นไทยมีหลายระดับ ดังนี้ ตามด้วยการเล่าเรื่อง “Thann Journey” โดยคุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ธัญ-ออริซ่า จำกัด ที่แบ่งปันถึงความงาม ความกล้า และความยั่งยืนแบบไทยที่แบรนด์ถ่านธันสร้างขึ้นมา แบรนด์ ‘ธัญ’ ที่มาจากคำว่า “ธัญพืช” สะท้อนความเชื่อพื้นฐานว่าเป็นของขวัญจากธรรมชาติ เจ้าของแบรนด์พยายามสร้างมูลค่าที่ว่าสินค้าของตนทำให้คนรู้สึกดีแค่ได้อยู่กับสิ่งที่สวยงามและกลิ่นที่หอม นี่คือตัวอย่างของการยกระดับสินค้าจากฟังก์ชันไปสู่ความรู้สึกและประสบการณ์ที่สมบูรณ์ เมื่อคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด และคุณณภัทร โมรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี
What if everything you think you know about reality is actually a masterpiece created by your own brain? And what if understanding this could be the key to transforming your wellbeing, deepening your self-awareness, and finding genuine happiness? This very question led me to pursue an online certification in applied neuroscience and psychology from one
เมื่อความสามารถพิเศษกลายเป็นอุปสรรคต่อการเป็นผู้นำ “จุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณคืออะไร?” คำถามสัมภาษณ์งานที่พบได้ทั่วไปนี้ มักจะได้รับคำตอบในรูปแบบของ “ผมเอาใจใส่ลูกค้ามากเกินไป” หรือ “ฉันเป็นคนเพอร์เฟคมากเกินไป” การตอบแบบนี้ที่เอาจุดแข็งมาปรุงแต่งเป็นจุดอ่อนอาจฟังดูเป็นเทคนิคการสัมภาษณ์ธรรมดา แต่แท้จริงแล้วมันสะท้อนความจริงที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิด Understanding Derailers Derailers หรือพฤติกรรมที่ทำลายความสำเร็จ เป็นส่วนหนึ่งของ dark side ของบุคลิกภาพ ในสถานการณ์ปกติ dark-side personality characteristics เหล่านี้อาจเป็นจุดแข็ง แต่เมื่อบุคคลนั้นเครียด เบื่อหน่าย หรือหยุด self-monitoring ลักษณะเหล่านี้กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน งานวิจัยเผยให้เห็นว่า จุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราสามารถกลายเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดได้จริง เมื่อเราใช้มันมากเกินไป (overused) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับผู้นำที่สูงขึ้น ที่ซึ่งเดิมพันและผลกระทบของการตัดสินใจมีน้ำหนักมากกว่า สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า dark side ที่เราพูดถึงไม่ใช่ Dark Triad หรือ personality disorders ทางคลินิก แต่เป็นลักษณะที่วัดได้ด้วย personality assessments ที่สามารถ activate ขึ้นมาเมื่อเราไม่ได้ควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ตัวอย่างเช่น ความมีเสน่ห์ (charisma) ที่ช่วยให้คนหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ อาจทำให้เขาดูเป็นคนหยิ่งยโสในสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง The
“The greatest victory isn’t standing alone at the top, but reaching the summit with others beside you. True success is not just rising yourself, but lifting others as you climb.” วิเคราะห์นโยบาย Reciprocal Tariff ของประธานาธิบดี Trump และบทบาทของภาคบริการในเศรษฐกิจโลก จำได้สมัยที่เรียนเรื่อง Innovation อาจารย์มักจะพูดอยู่เสมอว่าถ้าดูจาก GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะมีทั้งส่วนสินค้าและบริการ ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนของบริการล้ำหน้าเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าสินค้ามาก สัดส่วนของ Service ต่อ GDP ยังเป็นตัววัดถึง Knowledge Economy รวมถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมของประเทศ Service Sector ตัวอย่างเช่น Entertainment (อย่างเช่น
ผู้ร่วมเสวนา จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทางกายภาพคือเหตุการณ์ที่ยังคอยลุ้นอยู่เรื่องตึกถล่ม แต่ถ้าย้อนดูและจับต้องได้อาฟเตอร์ช็อกจากแผ่นดินไหวได้เบาบางลงแล้ว แต่อาฟเตอร์ช็อกทางด้านจิตใจยังส่งผลให้หลายคนไม่กล้าที่จะกลับไปที่คอนโดมิเนียมหรือตึกสูง พนักงานในองค์กรยังรู้สึกว่า ทำไมยังรู้สึกสั่นไหวเวลาเข้าตึกและเห็นข่าวมีการอพยพลงจากตึกอยู่ ขณะที่แต่ละองค์กรก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ทำให้หลายคนเกิดการตั้งคำถามในชีวิตของระบบการเตือนภัย และเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในการทำงานอยู่ โดยการเสวนาวันนี้เพราะต้องการสื่อสารถึงกรรมการบริษัทและพนักงานองค์กรต่างๆ เพื่อหาวิธีช่วยเยียวยาพนักงาน และสามารถฟื้นตัวจากสภาวะวิกฤตนี้เพื่อกลับมาทำงานให้มีประสิทธิภาพอีกครั้ง ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบทางจิตใจของพนักงานหลังเผชิญภัยพิบัติ หรือกลไกที่เกิดขึ้นในสมองเมื่อเจอเหตุการณ์รุนแรง เช่น แผ่นดินไหว และภาวะเครียดหลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ผศ.นพ.ภุชงค์ ผมเป็นจิตแพทย์ด้านการรักษาความเจ็บความป่วยในแง่ที่ป่วยและผิดปกติ ดังนั้น หัวข้อวันนี้เป็นเรื่องกว้างๆ จึงขอเริ่มจากการแยกระหว่างอะไรที่ปกติและไม่ปกติก่อน จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เจอกันถ้วนหน้าในทุกที่และทุกอาชีพ รวมถึงแพทย์ที่เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกัน แต่เราไม่ได้มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นภาวะจิตใจที่ผิดปกติ แต่เป็น ‘Normal reaction in abnormal situation’ ไม่ใช่ Abnormal reaction เพราะทุกคนที่เจอเหตุการณ์วันนั้นต่างรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต วินาทีแรกที่เจอหลายคนยังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น บ้างว่าน้ำในหูไม่เท่ากันหรือนอนน้อย วันนั้นผมประชุมชั้น 15 ยังมองทุกอย่างเอียงเขย่า และเป็นแผ่นดินไหวที่แรงสุดในชีวิตที่เคยเจอ เดินลงทางหนีไฟพร้อมกับทุกคน และเห็นว่าแต่ละคนต่างมีรีแอคความกลัวที่ต่างกัน แต่ที่โรงพยาบาลดันเปิดไซเรนให้ดังขึ้นกลายเป็นวุ่นวาย แล้วทุกคนลงมาไปรวมตัวกันที่สวนลุมพินี หากลองเช็กในใจกัน นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ต้องมาดีลกับใจที่ไม่เคยเจอ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่มั่นใจ แล้วต่างรอว่าตกลงเอาอย่างไรต่อ
การบรรยาครั้งที่สองโดย ดร.กุลภัทรา สิโรดม ประธานกรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai IOD) ในหลักสูตร Director Mentorship Program รุ่นที่หนึ่ง มีใจความสำคัญดังนี้ “การตรวจสอบ” และ “การสอบทาน” ไม่เพียงแต่เป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างความมั่นใจในข้อมูลขององค์กร แต่ยังเป็นการเสริมสร้างระบบควบคุมภายในที่แข็งแกร่ง เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินงานได้อย่างโปร่งใสและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น หากพบจุดอ่อน (Weakness) ในกระบวนการทำงาน คณะกรรมการตรวจสอบต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ไข (Correct) และป้องกัน (Prevent) ไม่ให้เกิดซ้ำอีก เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว บทบาทของคณะกรรมการตรวจสอบต่อความมั่งคั่งและความยั่งยืนขององค์กร คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาล (Good Corporate Governance) โดยเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น การเพิ่มคุณค่า และการเสริมความยั่งยืนในระยะยาว คณะกรรมการตรวจสอบไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเพียงแค่ความถูกต้องของข้อมูลทางการเงิน แต่ยังครอบคลุมถึงการกำกับดูแลความเสี่ยง การตรวจสอบภายใน และการลดโอกาสของการทุจริตซึ่งอาจส่งผลต่อความเสียหายขององค์กรได้ คุณสมบัติและความสำคัญของคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการตรวจสอบจำเป็นต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ อาทิ ความรู้และประสบการณ์ในด้านการเงินและบัญชี เช่นเดียวกับความเข้าใจในระบบควบคุมภายในและความผิดปกติในงบการเงิน นอกจากนี้ยังต้องมีความเป็นอิสระ ไม่ถือหุ้นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร โดยกฎหมายระบุไว้อย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับสัดส่วนของกรรมการอิสระในบอร์ด เช่น กรรมการตรวจสอบต้องไม่ถือหุ้นเกิน 1% และต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในช่วง
The Dalai Lama on Why Leaders Should Be Mindful, Selfless, and Compassionate ‘Leadership is a privilege, an opportunity to shape not just organizations but the world itself. When done with heart, humility, and humanity, it becomes a force for transforming lives—and that is the most profound legacy a leader can leave behind.’ I once had
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้กลายเป็นพลังที่ทรงอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงวิธีที่เราทำงาน สร้างสรรค์ และคิด ด้วยความสามารถในการสร้างเนื้อหาที่ทรงพลังเพียงคลิกเดียว หรือวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลในเวลาไม่กี่วินาที AI ได้เข้ามาเติมเต็มประสิทธิภาพและความสะดวกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้านี้มาพร้อมกับความขัดแย้งที่ท้าทาย—เป็นดาบสองคมที่ข่มขวัญความสามารถเฉพาะตัวที่ทำให้มนุษย์เราแตกต่างจากเครื่องจักร นั่นก็คือ ความคิดสร้างสรรค์และการวิเคราะห์เชิงลึก The Threat to Creativity and Analytical Thinking แก่นแท้ของความคิดสร้างสรรค์คือการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ และการเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่คาดคิด ในขณะที่การวิเคราะห์เชิงลึกนั้นต้องการการแยกแยะปัญหาที่ซับซ้อนเพื่อค้นหามุมมองและความเชื่อมโยง ทั้งสองทักษะนี้ต้องการพื้นฐานความอยากรู้อยากเห็น การไตร่ตรอง และการมีส่วนร่วมที่แท้จริง แต่เมื่อ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทำงานของเรา ความกังวลก็เพิ่มขึ้นว่าเราจะสูญเสียกระบวนการทางจิตเหล่านี้ให้กับเครื่องจักร ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่แค่การไม่เข้าร่วม แต่เป็นการปล่อยปละละเลยจากคุณสมบัติสำคัญของมนุษย์ในระยะยาว หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดคือการเสื่อมถอยของทักษะการคิดวิเคราะห์ เครื่องมือ AI อย่าง ChatGPT มักเสนอทางออกของปัญหาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอีเมลหรือจัดทำข้อเสนอธุรกิจ แม้ว่าสิ่งนี้จะทำให้ขั้นตอนงานธรรมดาเร็วขึ้น แต่ก็อาจทำให้เกิดการพึ่งพิง การยอมรับผลลัพธ์ของ AI โดยไม่ได้วิเคราะห์ทำให้เราข้ามโอกาสสำคัญในการตัดสินใจและการประเมิน นิสัยของการตั้งคำถาม การประเมินผล และการใช้เหตุผล ทั้งหมดนี้อาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ในทำนองเดียวกัน ความคิดสร้างสรรค์ก็กำลังถูกคุกคาม เมื่อ AI สามารถสร้างแนวคิดหรือแนวศิลปะอย่างหลากหลายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ความล่อใจที่จะพึ่งพิงมันย่อมขัดขวางกระบวนการคิดอย่างเป็นธรรมชาติที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง
ในปัจจุบัน โลกธุรกิจกำลังถูกท้าทายด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ามาของ AI และระบบดิจิทัลที่ส่งผลให้ธุรกิจหลายแห่งต้องเร่งปรับตัว จากสิ่งที่เราเคยคิดว่า “New Normal” กลายเป็น “Not Normal” ที่ส่งผลกระทบต่อทุกด้านขององค์กร จุดนี้เองที่ทำให้บทบาทของบอร์ดบริหารและผู้นำองค์กรสำคัญยิ่งกว่าที่เคย บทความนี้ได้รวบรวมแนวคิดและมุมมองเชิงลึกจากการจัดเสวนาในหัวข้อ “Thailand’s Innovation Drive: How Boards Can Lead Competitive Transformation” ว่าด้วยการนำพาองค์กรไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองต่อยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกลยุทธ์ การนำนวัตกรรมมาใช้ และการสร้างศักยภาพของคนในองค์กร ท่ามกลางยุคที่เทคโนโลยีมาไวไปเร็ว และโลกการทำงานต้องเผชิญ AI Disruption ความเข้าใจ และการรับมือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง บรรดาผู้ร่วมเสวนาในงานนี้ได้ถ่ายทอดไอเดียที่จะช่วยให้บอร์ดบริหารและผู้จัดการระดับสูงสามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาองค์กร เพื่อขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิใน Panel นี้ ได้แก่ ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์Managing Director, Thailand Future และ CEO บริษัท ViaLink คุณพรทิพย์ กองชุนCOO & Co-founder บริษัท จิตตะ ดอท คอม จำกัด
“Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow. The important thing is not to stop questioning.” – Albert Einstein This timeless wisdom has never been more relevant as we stand at the crossroads of rapid technological evolution, shifting global dynamics, and the pressing need for sustainable growth. The future economy, shaped by advancements in
If you have questions or require more information about our services.