Blog

  • Leader As Coach: กลยุทธ์ลับสู่การเป็นผู้นำที่ปลดล็อกศักยภาพพนักงานและขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ

    ในการทําธุรกิจในปัจจุบัน เราจะเริ่มเห็นว่าองค์กรขนาดใหญ่หลายองค์กรเริ่มไม่สามารถที่จะแข่งขันได้เพราะผู้บริหารอยู่กับองค์กรมานาน เกิดการซึมซับวัฒนธรรมองค์กร องค์กรที่มีขนาดใหญ่ก็สามารถที่จะ Influence Market ได้ มี Market Share มีกลุ่มลูกค้า สามารถกําหนดกลยุทธ์เรื่องราคาได้ แต่สิ่งเราเริ่มเห็นก็คือองค์กรขนาดใหญ่เหล่านี้เริ่มอยู่ลําบากมากขึ้นเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและ Generation เนื่องจากเหตุการณ์ Covid 19 ในช่วงเวลา 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เด็กรุ่นใหม่และพนักงานในองค์กรมีการตั้งคําถามมากขึ้นในการทํางานว่าอะไรคือเป้าประสงค์ในชีวิตของเรา รวมถึงมีการพิจารณาว่ารูปแบบการทำงานที่เราทําอยู่ เรามีความสุขหรือเปล่า เรายังอยากอยู่กับองค์กรนี้ไหม คนก็เริ่มตั้งคําถามเหล่านี้กันมากขึ้น คำถามเหล่านี้เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับ Leadership อย่างไร? คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของ Value, Life Style และความคาดหวังในการทํางานที่เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นผู้บริหารเองจําเป็นที่จะต้องกลับมาพิจารณาถึงบทบาทของตนเอง รวมไปถึงเครื่องมือที่เราจะใช้ เพื่อที่จะนําพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย “คําถามที่สําคัญถัดไปคือองค์กรคาดหวังอะไรในการทําธุรกิจ” องค์กรคาดหวังผลลัพธ์อยู่ 2 ส่วน 1. Success (ความสําเร็จทางด้านธุรกิจ) มุ่งตามเป้าหมายที่องค์กรวางเอาไว้ ตาม KPI, OKR และผลประกอบการขององค์กร แต่ Success จะมาไม่ได้ถ้าเราไม่ดึงศักยภาพของคนออกมา รวมถึงการสร้าง Engagement

    27/02/2024
  • Unlocking Success: Mastering Talent Dynamics for Empowered Team Leadership 

    บริหารคนในยุคไฮบริด: ทักษะผู้นำแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ  หลายคนมักเข้าใจว่า ทักษะผู้นำที่ประสบความสำเร็จนั้นใช้ได้กับทุกสถานการณ์ แต่นั่นไม่จริงเสมอไป แน่นอนว่า พื้นฐานของการเป็นผู้นำที่ดีนั้นยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ การกำหนดทิศทาง, บริหารแผนธุรกิจ และบริหารคน แต่ทั้งองค์กรและวิถีของการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทักษะที่เน้นในโปรแกรมพัฒนาผู้นำของคุณเมื่อห้าปีก่อน อาจไม่ใช่ทักษะที่คุณควรเน้นในวันนี้ ยิ่งถ้าองค์กรของคุณมีรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด คุณยิ่งต้องบริหารคนแตกต่างจากเดิม  การบริหารคนในทีมไฮบริดแตกต่าง  หากคุณเคยทำงานในรูปแบบ “เข้าออฟฟิศ” มาตลอด การเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้านหรือแบบไฮบริดอาจจะดูแปลกใหม่ พลังงานจากการประชุมแบบตัวต่อตัวกลายเป็นการประชุมผ่าน Zoom และ Teams บทสนทนาสั้นๆ ถูกแทนที่ด้วยข้อความสั้นๆ การสร้างทีมเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น  ไม่แปลกใจเลยที่ผู้จัดการหลายคนกำลังดิ้นรนสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของพนักงานในทีมไฮบริดอย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาผู้นำและแนวทางการบริหาร  สิ่งที่ต้อง Concern สำหรับพนักงานยุคใหม่  หลายคนพบว่า การทำงานจากระยะไกลบางส่วนเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิด Work-life Balance ที่เขาต้องการ แต่ทุกอย่างมีการ Trade-offs และสองข้อ Concern ที่เรามักพบบ่อย ได้แก่:  การบริหารพนักงานให้มีส่วนร่วมต้องใช้ทักษะเฉพาะ  ด้วยความท้าทายเหล่านี้ ผู้นำต้องคำนึงถึงทักษะผู้นำที่จำเป็นต้องปรับปรุงเพื่อเพิ่มการรักษาพนักงาน, ความมุ่งมั่น และความพึงพอใจในทีมของตนความสามารถในการเป็นผู้นำ 5 ประการที่อธิบายไว้ด้านล่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทักษะเหล่านี้ควรนำไปใช้ในโปรแกรมการพัฒนาผู้นำและพัฒนาศักยภาพของพนักงาน  1. การทำงานร่วมกับคนอย่างราบรื่น (Working

    19/02/2024
  • Unveiling the Power of Communication

    “อะไรทำให้วัฒนธรรมองค์กรมีความโดดเด่น?” ความจริงก็คือสถานที่ทำงานทุกแห่งจะมีลักษณะเฉพาะของตัวเองที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และค่านิยมที่มีร่วมกันตลอดจนผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ นอกเหนือจากองค์ประกอบเหล่านี้แล้ว ยังมีปัจจัยพื้นฐานบางประการ (หรือที่รู้จักในชื่อ 6 Cs of Culture) ที่มีส่วนช่วยต่อหลักปฏิบัติของทุกองค์กรด้วย    ตามที่ระบุไว้ในชุดเครื่องมือ Culture Fitness ของเราประกอบด้วย:   Impact ของการสื่อสารคืออะไร?   หลายๆคนจะรู้จักและเข้าใจว่าวัฒนธรรมคือ ทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรมร่วมกันขององค์กร รวมไปถึง Personality ของสถานที่ขององค์กรและวิธีที่พนักงาน Interact กันทั้งภายในและภายนอก เมื่อเข้าใจคำว่าวัฒนธรรมแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าการสื่อสารเป็นส่วนสำคัญ เพราะเราแบ่งปันข้อมูล ตกลงข้อตกลงต่างๆผ่านการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือข้อความการเขียน  เมื่อทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมายร่วมกันและนิสัยพฤติกรรมที่เราพยายามจะไปให้ถึง จะช่วยให้เราทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น และช่วยให้มั่นใจว่าทีมมุ่งมั่นไปให้ถึงผลลัพธ์เป้าหมายของตน มีผลสำรวจจาก McKinsey พบว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ 20 – 25%    การสร้างพื้นที่ทำงานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและได้รับการสนับสนุนให้แสดงมุมมองของตนยังช่วยสนับสนุนการมีส่วนร่วมอีกด้วย ในความเป็นจริงพนักงาน 85% รายงานว่าพวกเขามีแรงจูงใจมากที่สุดเมื่อฝ่ายบริหารอัปเดตข่าวสารของบริษัทเป็นประจำ และพนักงานมีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าทุ่มเทในการทำงานให้ดีที่สุดมากขึ้น 4.6 เท่าเมื่อสิ่งที่เขาพูดไปได้มีคนรับฟัง ด้วยการสื่อสารแบบ Two-way communication ธุรกิจสามารถสร้างวัฒนธรรมที่ดีขึ้นและเห็นผลลัพธ์ที่ทรงพลัง   การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมีลักษณะอย่างไร? เมื่อการสื่อสารข้อมูลเป็นไปได้อย่างอิสระ ผู้บริหารและพนักงานจะสามารถยืนยัน 10 Sentiments นี้ได้อย่างสม่ำเสมอ

    16/02/2024
  • Skills-Based Hiring: Future-Proofing Your Talent Strategy 

    ผู้บริหารระดับโลกจำนวนมากเข้าใจถึงความสำคัญของกลยุทธ์การจ้างงานตามทักษะโดยการใช้ข้อมูลต่างๆที่มีอยู่เพื่อให้เท่าทันในโลกดิจิทัล แต่อย่างไรก็ตามองค์กรส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องซึ่งจำเป็นในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจ้างพนักงานที่มีความสามารถตรงตามทักษะ  Erin Lazarus, MS ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Hogan Assessments ได้พูดคุยเกี่ยวกับการจ้างงานตามทักษะ ในรายการ The Science of Personality ว่า “หากคุณไม่หันไปใช้วิธีการจ้างงานตามทักษะ คุณจะพลาดโอกาสในการเพิ่มความสามารถสูงสุดของคุณ คุณกำลังพลาดโอกาสในการจ้างคนที่ดีที่สุด”   ความสำคัญของ Skills-Based Hiring (การจ้างงานตามทักษะ)  “การจ้างงานตามทักษะเป็นวิธีการคัดเลือกที่จับคู่ทักษะของผู้สมัครกับทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้” หลังจากเหตุการณ์ Covid 19 วิธีการคัดเลือกพนักงานก็แตกต่างไปในทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากว่าผู้ว่าจ้างเริ่มมีมุมมองการจ้างงานที่เปลี่ยนไป จากแต่ก่อนที่เคยคัดเลือกพนักงานจากวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ก่อนหน้า ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นการให้ความสำคัญกับทักษะความสามารถของพนักงานที่จะเหมาะสมกับตำแหน่งนั้นๆมากกว่า  วิธีการรับสมัครพนักงานที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกันคือการมุ่งเน้นไปที่ทักษะ เราต้องเริ่มคิดอย่างยืดหยุ่นและกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับทักษะที่ผู้สมัครมี โดยไม่ยึดติดกับตำแหน่งที่ผู้สมัครเคยทำมา แต่มุ้งเน้นไปที่ Skill จากงานที่ผู้สมัครเคยทำแทน  ให้ความสำคัญกับศักยภาพของการสรรหาบุคลากรที่มีฝีมือ  พนักงานหลายคนได้รับผลประโยชน์จากการการจ้างที่เน้นทักษะ พนักงานบางคนอาจจะไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งนั้นแต่เขาอาจจะมีทักษะที่ได้มาจากการเรียนที่จะทำให้ทำงานนั้นได้ ในทำนองเดียวกัน ผู้ที่เปลี่ยนสายงานเปลี่ยนอุตสาหกรรมการทำงาน หรือผู้ที่เคยหยุดพักงานไปก็จะได้ประโยชน์จากทักษะที่เขามีเพราะเขาอาจจะมีเวลาในการพัฒนาทักษะของตน เช่น คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองมักจะมีทักษะการจัดการโครงการที่ยอดเยี่ยมเพราะต้องจัดการดูแลลูกๆของตนและวางแผนจัดการหลายๆอย่างในบ้าน  การจ้างงานที่เน้นทักษะที่เกี่ยวข้องกับงานมีความเท่าเทียมมากกว่าการจ้างงานที่มุ่งเน้นเฉพาะด้านการศึกษาและประสบการณ์  การจ้างงานควรโฟกัซไปที่ความสามารถของผู้สมัคร และความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างที่จะส่งผลให้องค์กรไปสู่ความสำเร็จ   วิธีการพัฒนากลยุทธ์การจ้างงานตามทักษะ  1. A Comprehensive Taxonomy  วิเคราะห์เเละคำนึงถึง

    14/02/2024
  • Mindfulness Is A Heart of Leadership Skill

    ขับเคลื่อนความเป็นผู้นำของคุณด้วย “สติ” ทักษะของผู้นำที่จำเป็นในปัจจุบันนั้นไม่เหมือนกับทักษะที่เป็นที่นิยมเมื่อหลายสิบปีก่อน ยุคสมัยของผู้นำแบบใหม่ไม่ใช่เพียงแค่เกิดขึ้น แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเราจะไม่ส่งเสริมผู้นำที่สร้างอำนาจด้วยการคุกคาม (Command) และความก้าวร้าว (Control) ในทางกลับกัน ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ นักฟัง และนักประสานงาน ซึ่งสามารถรักษาสมดุลของผลประโยชน์ระยะสั้นกับความต้องการระยะยาวนั้นจึงปรากฏขึ้นมา เพราะผู้นำเหล่านี้เข้าใจว่าในขณะที่กำลังเป็นผู้นำ การตัดสินใจของผู้นำนั้นจะส่งผลกระทบต่อส่วนรวม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสังคมที่ผู้นำมีส่วนร่วมด้วย แน่นอนว่าทักษะเหล่านี้สามารถสอนกันได้ แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานของทักษะทั้งหมดนั้นคือ “สติ” “การมีสติ คือ ความตระหนักรู้ที่เกิดจากการเอาใจใส่ เป็นไปตามเจตนา อยู่ในขณะปัจจุบัน และไม่ตัดสิน โดยการทำสมาธิเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการสร้างสติ ซึ่งตรงกันข้ามกับความเข้าใจผิดที่มักเกิดขึ้นว่าการทำสมาธิไม่ได้ช่วยทำให้จิตใจปลอดโปร่ง” ธรรมชาติของจิต คือ การคิดสำรวจ ไม่ว่าคุณจะทำสมาธิบ่อยแค่ไหน จิตก็มักจะฟุ้งซ่านและความคิดต่างๆ มักจะปรากฏขึ้นมา ซึ่งคือสิ่งที่จิตกระทำเป็นปกติ ดังนั้นพลังจึงอยู่ที่การฝึกการตอบสนองและการสังเกตการเดินทางของจิต การทำสมาธิจึงเป็นการสร้างความเคยชินให้จิตกลับมายังขณะปัจจุบัน ด้วยการสังเกตว่าจิตล่องลอยไปเมื่อใดและที่ใด และนำจิตกลับมายังขณะปัจจุบันโดยไม่ตัดสิน การฝึกสมาธิเหล่านี้จึงเป็นแกนหลักในเกือบทุกทักษะความเป็นผู้นำที่ต้องมีเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ เพราะอะไรจึงบอกว่า “สติ” จึงเปรียบเสมือนหัวใจแห่งทักษะการเป็นผู้นำ 1. สติทำให้เกิดความตั้งใจ (Mindfulness fosters intentionality) ในการทำสมาธิ การฝึกจิตให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันหรือกลับไปที่เป้าหมายซ้ำไปซ้ำมา การฝึกนั้นสร้างความแข็งแรงให้กับระบบประสาท เพื่อที่ว่าเมื่อจิตใจของเราล่องลอยหรือเมื่อความสนใจของเราหลุดไป ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวันหรือในห้องประชุม เราจะสามารถโฟกัสใหม่ได้ง่ายขึ้น

    06/02/2024
  • Develop Performance ของทีมด้วย Meeting of the Minds

    ‘คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมการทำงานร่วมกับบุคคลในทีมหรือองค์กรมักมีปัญหาในการสื่อสารและทำงานร่วมกัน?’ ปัญหาในการสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่พบเห็นอยู่ทุกวันในสถานที่ทำงาน มันอาจเกิดจากขาดความเข้าใจร่วมกัน เป้าหมายที่ไม่ชัดเจน หรือความแตกต่างในวิธีการทำงานและสไตล์การสื่อสารระหว่างบุคคลในทีม จุดประสงค์หรือคุณค่าในการทำงานของตัวเราเเละทีมคืออะไร ? หรือเรียกง่ายๆว่าทีมกำลังหลงทาง ADGES ขอเเนะนำให้รู้จัก Meeting of the Minds Workshop เพื่อเเก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ในองค์กร เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบมากมายต่อ Performance ต่างๆในองค์กร รวมถึงจิตใจของเราเองด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเเละถูกมองข้ามไป ‘Meeting of the Minds Workshop’ เราจะทำการวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าใจสาเหตุและหาวิธีแก้ไขให้เกิดการสื่อสารและการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและนำองค์กรสู่ความสำเร็จอันยั่งยืน ADGES เชื่อในความเหมือนเเละความเเตกต่างทางความคิด การกระทำ เเละการเเสดงออกของเเต่ละบุคคลในองค์กร เราได้มีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ Thinking and Behavioral Preference โดยใช้แนวคิดจากทฤษฎี Neuroscience และเครื่องมือ “Emergenetics” เพื่อให้คุณรู้จักและเข้าใจในเรื่อง: ความถนัดทางด้านความคิด (Thinking Preference) ถูกจำแนกเป็น 4 ประเภทดังนี้: คุณลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioral Preference) Workshop นี้จะช่วยให้คุณรู้จักกับแบบและแนวคิดที่อยู่ในใจและกระแสของความคิดที่คุณและทีมของคุณมีอยู่ ที่สำคัญที่สุดคือ

    02/02/2024
  • การประเมินบุคลิกภาพ 4 ประการ ที่จะช่วยให้ประสบการณ์การสมัครงานของ Candidate ดีขึ้น

    “ความประทับใจครั้งแรกคือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกธุรกิจ แต่ความสำคัญของความประทับใจครั้งแรกนั้นจะบ่งบอกถึงประสบการณ์ของผู้สมัครงานมากน้อยแค่ไหน เราควรให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้สมัครใช่หรือไม่ ผู้สมัครเป็นฝ่ายที่ควรสร้างความประทับใจให้เราใช่หรือไม่” Hogan Assessment ได้ทำแบบสำรวจถึงประสบการณ์ของผู้สมัครงานทั่วโลก โดยผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 2,000 คน เคยเป็นผู้สมัครงานมาช่วงภายใน 3 เดือนก่อนจะตอบแบบสำรวจ ซึ่งในการสำรวจนั้นได้ถามบรรดาผู้สมัครงาน ว่าประสบการณ์การสมัครงานที่ดีสำหรับพวกเขาคืออะไร และประสบการณ์การสมัครงานของพวกเขามีผลต่อการตัดสินใจรับตำแหน่งงานที่หวังไว้หรือไม่ ผู้ตอบหลายคนให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการจ้างงาน กว่า 75% พิจารณาว่าประสบการณ์การสมัครงานเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจรับตำแหน่งในบริษัท ในทางกลับกันมีเพียง 7% ของผู้หางานที่บอกว่ากระบวนการหางานไม่มีผลกับมุมมองที่ดีต่อบริษัท ด้วยข้อมูลนี้เราสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า “ความประทับใจครั้งแรกนั้นมีความสำคัญ แน่นอนว่าผู้สมัครต้องนำเอาประสบการณ์การสมัครงานในบริษัทมาพิจารณาถึงประสบการณ์ของพนักงานโดยรวมและวัฒนธรรมในองค์กรนั้นด้วย” ผลลัพธ์บ่งบอกว่าความเสี่ยงที่จะสูญเสียผู้สมัครไปเพราะประสบการณ์การสมัครงานที่ไม่น่าสนใจนั้น มีความเป็นจริง หากมีผู้สมัครที่เก่งไปสมัครที่อื่น และคุณภาพของฐานข้อมูลผู้สมัครนั้นลดลง แม้แต่เครื่องมือที่ช่วยในการคัดเลือกที่ดีที่สุดก็คงช่วยไม่ได้มาก “หากองค์กรต้องการผู้สมัครที่มีความสามารถสูงขึ้นในฐานข้อมูลการจ้างงาน จำเป็นต้องจัดการกับความประทับใจครั้งแรก (First Impression) ที่บริษัทของมอบให้ผู้สมัคร” การสำรวจหรือตรวจสอบถึงประสบการณ์ของผู้สมัครงานนั้นถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่บริษัทจะได้สร้างชื่อเสียงภายในกลุ่มผู้สมัครงานและผู้ที่อยู่ใน Social Network ของพวกเขา ข้อมูลจากการสำรวจของ Hogan บ่งบอกว่าการทดสอบบุคลิกลักษณะ (Personality Assessment) ควรเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกของกระบวนการจ้างงาน เพราะจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้สมัครงาน ซึ่งจะดึงดูดและรักษาความสนใจของผู้สมัครให้อยู่กับบริษัท เหตุผล 4 ประการที่การทดสอบบุคลิกลักษณะจะช่วยส่งเสริมประสบการณ์ของผู้สมัครงานโดยรวม 1) การทดสอบบุคลิกลักษณะทำให้ประสบการณ์ของผู้สมัครงานดูทันสมัย (Personality Tests

    29/01/2024
  • Mindfulness in Organizations: Cultivating Inspiration and Leadership in the Pursuit of Collective Wisdom 

    เมื่อพูดถึงการเป็นผู้นำรมณีย์ที่ใช้การฝึกสติ Mindfulness มาใช้ในการพัฒนาตัวเองและสร้างองค์กรรมณีย์ เราต่างได้เจอผู้เข้าร่วมอบรมที่มีความคาดหวังที่หลากหลาย หลายคนมาเพื่ออยากรู้ว่าคืออะไร หลายคนมาหา How-to เพราะรู้ Basic มาหมดแล้ว หลายคนมาเพราะ HR ไม่ก็ CEO บอกให้มา แต่ส่วนใหญ่อาจจะเคยผ่านการอบรมหรือเข้า Course ปฏิบัติธรรมมาบ้างแล้ว พอจะรู้คำแนะนำในการทำสมาธิมาบ้าง แต่จะเอาไปใช้จริงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางท่านมีการฝึกสติอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว แต่ต้องการที่จะมาเอา Idea ว่าจะนำไปใช้ต่อยอดในองค์กรได้อย่างไร ถึงแม้ว่าผลลัพธ์การประเมินของหลักสูตรมีผลลัพธ์ที่ดีมาก แต่ก็ยังมีข้อสังเกตุในมุมส่วนตัวที่อยากสรุป Self-reflection ไว้เตือนตัวเองดังนี้  1. Mindfulness Leader starts within yourself  อย่างที่เราชอบพูดกันใน Program รมณีย์เริ่มที่ตัวเรา ผู้บริหารไม่สามารถที่จะ Outsource ความเป็นรมณีย์ให้กับผู้บริหารระดับล่างหรือ HR ได้ วันที่ผมสอนในวันสุดท้าย ผมชอบที่จะถามผู้เรียนว่าให้คิดถึงผู้นำที่ดีที่สุดในชีวิตเขาที่เคยเจอมา พร้อมทั้งขอให้ระบุถึงพฤติกรรมที่ผู้นำในใจของเราทำ เมื่อคนเรียนได้ร่วมกัน Share พฤติกรรมออกมา สิ่งหนึ่งที่เราเห็นได้นั้นก็คือ พฤติกรรมดีๆเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำรมณีย์อยู่แล้ว แตกต่างแค่คำศัพท์และภาษาที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Integrity Empathy คุณธรรม

    26/01/2024
  • The Leadership Elements

    ภาวะผู้นำ (Leadership) คือ ความสามารถในการโน้มน้าวหรือชักจูงผู้อื่นให้ปฏิบัติตามแนวทางหรือเป้าหมายที่ผู้นำกำหนดไว้ ภาวะผู้นำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จของทุกองค์กรเพราะผู้นำจะเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางและนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ในยุคปัจจุบัน ภาวะผู้นำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสามารถในการบริหารงานหรือการจัดการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และนำพาองค์กรไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนอีกด้วย ธาตุทั้ง 5 ซึ่งมาจากธาตุตามธรรมชาติสี่ธาตุ และอีกหนึ่งธาตุตามความเชื่อในหลักศาสนาของชาวตะวันออกมาเรียงร้อยตามทฤษฎีของการจัดการ หลักการทางด้าน Personality  1. Appreciation – EARTH หรือธาตุดิน พื้นดินที่เราเหยียบเป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นตัวตนของเรา คุณค่าที่เรายึดถือ แรงจูงใจในการใช้ชีวิต องค์กรก็เป็นส่วนขยายของตัวเรา และองค์กรยังเป็นส่วนย่อของจักรวาล (Universe) ถ้าเราอยู่ในองค์กรที่ไม่มีพื้นแผ่นดินที่เราจะสามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของเรา แน่นอนที่สุดพนักงานในองค์กรคงไม่มี Sense of Belonging แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าองค์กรไหนมีธาตุดินมากจนเกินไป อาจจะเกิด Comfort zone เกิดความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเดิม การมองไม่เห็นคุณค่าของการออกมาจากกรอบเดิมๆ องค์กรเองย่อมที่จะอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน   2. Association – WATER หรือธาตุน้ำ ทุกครั้งเมื่อเรามองเห็นน้ำ เรามักที่จะมองเห็นชีวิต ความสดชื่น มิตรภาพ ความเชื่อถือและความปรองดอง ส่วนประกอบหลักของชีวิตคือน้ำ คือคิดเป็นประมาณสองในสามของร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำ ซึ่งถ้าเราดูสัดส่วนของน้ำและพื้นดินของโลกของเราก็เป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันนั้นก็คือสองในสามนั่นเอง น้ำหรือความรักใคร่ปรองดองเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในองค์กร องค์กรที่ปราศจากน้ำถึงแม้ว่าจะมีผลประกอบการที่ดี

    25/01/2024
  • Building Corporate Wellness – เทรนด์การทำงานยุคใหม่ที่องค์กรไม่ควรมองข้าม

    Wellness แท้จริงคืออะไรกัน? สุขภาพดีในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญ เพราะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสุขในการทำงานของพนักงาน องค์กรที่มีพนักงานสุขภาพดีจะมีอัตราการเข้าทำงานตรงเวลา อัตราการลาป่วยลดลง ผลผลิตในการทำงานเพิ่มขึ้น และพนักงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงานมากขึ้น การสร้างสุขภาพดีในองค์กรสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การส่งเสริมการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การลดเครียด การป้องกันโรค เป็นต้น องค์กรควรออกแบบโปรแกรมสุขภาพดีในองค์กรให้เหมาะสมกับพนักงานแต่ละกลุ่ม และควรมีการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าโปรแกรมดังกล่าวได้ผลดี ส่วนหนึ่งเรื่องของ Wellness ถือเป็นหน้าที่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ไม่ใช่หน้าที่ของคุณหมอหรือ Partner ข้างนอก ยังมีความเชื่อของบางองค์กรมองว่าบริษัทให้เงินไปแล้วก็ให้พนักงานไปหา Wellness จากข้างนอกเอง แต่สถานการณ์โควิด-19 น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนหนึ่งที่ทำให้หลายองค์กรกลับมาดูปัจจัยนี้ ขณะที่บางองค์กรพูดถึง Emotional Wellness โดยบางทีอาจเป็นระเบิดเวลาเหมือนกัน เพราะมีหลายงานวิจัยระบุว่า เวลาที่ไม่สบายพนักงานหลายๆคนกล้าบอกเพื่อนร่วมงาน แต่เวลาที่รู้สึก Burnout จะไม่กล้าบอกเพื่อนร่วมงาน เพราะมันเป็นการแสดงถึงหรือสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่พร้อมในการทำงาน  Physical ที่มีกิจกรรมที่โดนใจบ้างไม่โดนใจบ้าง ที่บางองค์กรก็มองว่าเป็นเรื่องของศาสนา Mindfulness ที่หลายคนนับถือศาสนาหนึ่ง หรือมองกลางๆ Mindfulness ที่ทุกศาสนาก็นำมาใช้ต่อได้ก็นำมาใช้งานได้  Inflection Wellness ที่จะสร้างระบบนิเวศหรือการเรียนรู้อย่างไรให้เกิดขึ้น Social Wellness หรือการเป็นส่วนหนึ่งของคนในองค์กรที่รู้สึกเบื่อ ต้องการหา Engagement

    24/01/2024
  • สร้างทีมให้มีประสิทธิภาพ ด้วย Meeting of the Minds Workshop

    “การใช้แบบประเมินทางจิตวิทยาไม่ใช่เป็นสิ่งใหม่ องค์กรในประเทศไทยส่วนใหญ่มีการใช้รูปแบบการประเมินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้องค์กรแตกต่างกลับกลายเป็นเรื่องที่ว่า เมื่อรู้รูปแบบ Personality ของบุคคลและทีมแล้วองค์กรสามารถต่อยอดที่จะนำเอาความเข้าใจเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ให้กับการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่?” หลายองค์กรพลาดตรงนี้ เครื่องมือหลายเครื่องมือใช้ประโยชน์ได้แค่บอกถึงความแตกต่างของบุคคล แต่ไม่สามารถนำไปสร้างความเข้าในระดับทีมและหน้างานจริงที่พนักงานในองค์กรต้องเผชิญอยู่ บางองค์กรยากที่จะเข้าใจถ้าไม่นำรายงานของแบบประเมินมากางคุยกัน ด้วยความที่ผลลัพธ์เริ่มซับซ้อนการนำไปใช้งานจึงจำกัด Meeting of the Minds Workshop คือการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Emergenetics ซึ่งได้มีการจัดมาแล้วทั่วโลก โดยได้ถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมเข้าใจถึงรูปแบบความคิดและรูปแบบพฤติกรรมที่แตกต่างของบุคคล ผ่านข้อมูลที่สะท้อนใน Emergenetics Profile และกิจกรรมใน workshop ที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน และส่งเสริมการการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมอบรมตระหนักรู้ตัวตนของตัวเอง รวมทั้งเข้าใจและตระหนักถึงศักยภาพของทีมมากขึ้น โดยผู้สอน (หรือ Associate) ที่มากด้วยประสบการณ์และผ่านการรับรองจาก Emergenetics International ทั้งรูปแบบของ workshop แบบครึ่งวัน และเต็มวัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความต้องการของผู้เข้าร่วมหรือกลุ่มองค์กร Emergenetics คือการผสมผสานของคอนเซ็ปต์ที่เชื่อว่า ตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุกวันนั้นเกิดจากพฤติกรรม ประสบการณ์ชีวิต และลักษณะทางพันธุกรรม คำว่า Emergenetics มาจากรากศัพท์ 2 คำ คือ emerging (การพัฒนาจนเป็นรูปแบบขึ้นมา)

    23/01/2024
  • Unlock the Value of Hogan Personality Assessments

    Hogan Assessment คือเครื่องมือซึ่งทาง HR หลายองค์กรชั้นนำรู้จัก Hogan Assessments มาในระดับหนึ่ง แต่จากประสบการณ์ทางด้าน ADGES เอง เราก็มองเห็นกันว่าหลายองค์กรอาจจะไม่ได้เข้าใจเครื่องมืออย่าง Hogan Assessments อย่างเต็มที่แล้วก็ไม่ได้ดึงเอาศักยภาพของข้อมูลภายในได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ปี 1980 Dr. Robert Hogan ได้เคยทำงานอยู่ที่กองทัพเรือและศึกษาเครื่องมือต่างๆ ต่อมาได้พัฒนาจนกลายเป็นว่าเครื่องมืออย่าง Hogan ซึ่งจะมีหลากหลายแบบประเมิน และก็จะเป็นที่เชื่อถือกับองค์กรชั้นนำทั่วไป อย่างเช่น บริษัทชั้นนำ Fortune 100 มี 75% ใช้เครื่องมืออย่าง Hogan Assessments แล้วอะไรเป็นจุดแข็งหรือจุดเด่นของ Hogan ? อย่างแรก เครื่องมือถูกออกแบบโดยใช้เรื่องของงานวิจัย Research ผ่านกระบวนการ Sample Size ซึ่งมีจำนวนเยอะพอสมควร เพื่อสะท้อนว่ารูปแบบการตอบแบบสอบถามเรื่องของบุคลิกลักษณะที่ออกมาสอดคล้องกันไหม สิ่งที่ทำให้ Hogan Assessments แตกต่างจากเครื่องมืออื่นคือ ในขณะที่หลายเครื่องมือจะให้เราประเมินตัวเราเองว่าเรามองตัวเราอย่างไรบ้าง พฤติกรรมแบบไหนบ้าง Self-concept เราเป็นอย่างไรบ้าง แต่ทางด้าน Hogan

    22/01/2024
  • Mindfulness: The Power of Being ‘Here and Now’

    สติ: พลังของการอยู่ ‘ที่นี่และเดี๋ยวนี้’ “เมื่อเราตระหนักได้ว่าเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตเป็นสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจ เราจะพร้อมที่จะจดจ่อกับช่วงเวลาปัจจุบันได้มากขึ้น ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของเราเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และงานของเราจะมีประโยชน์และเป็นผลมากขึ้น” ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในปัจจุบัน เรามักจะบ่นว่าไม่มีเวลาสำหรับความสงบและความสุข เราหมกมุ่นอยู่กับการ “กระทำ” มากจนไม่มีเวลา “อยู่” ในขณะนั้น จิตใจของเราบิดเบี้ยวอยู่ตลอดเวลา เช่น ตัวเรากำลังเข้าร่วมการประชุมแต่จิตใจเรากลับอยู่ที่อื่น สิ่งรบกวนจิตใจสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากจิตใจภายในของเราหรือผ่านวัตถุภายนอก ด้วยการเกิดขึ้นของเทคโนโลยี สิ่งรบกวนของเราก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหลักๆ แล้วเกิดจากโทรศัพท์มือถือ อีเมล ข้อความ แชท เป็นต้น ในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกแห่งการแข่งขัน จิตใจของเราจึงพยายามที่จะพาความคิดของเราไปสู่อดีตอันยุ่งยากหรืออนาคตที่ไม่แน่นอน นำความรู้สึกของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันออกไป การมีสติเป็นศาสตร์ของการพยายามจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน อยู่ในขณะนี้ “ที่นี่และเดี๋ยวนี้” แต่จิตใจในระดับจิตสำนึกของเรานั้นกลับพยายามที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าด้วยความคิดภายในใจผ่านการหลุดไปกับอดีตหรืออนาคต การไม่ควบคุมจิตใจของเราจะส่งผลให้เราเข้าสู่โหมดการขับเคลื่อนของพฤติกรรมแบบอัตโนมัติ หรือ Auto Pilot จิตใจของเรายังคงส่งเสียงดังแม้ว่าสิ่งต่างๆ ในโลกภายนอกจะสงบ ส่งผลให้อารมณ์ไม่มั่นคง โดยเมื่อเราหมกมุ่นอยู่กับความคิดภายใน เราจะสูญเสียพลังงานและความสงบสุขไป สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางอารมณ์และสติปัญญา ประสิทธิภาพการทำงานของเราจะลดลง ในขณะที่ความสามารถในการจัดการอารมณ์ของเราก็หมดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องกำหนดใจให้อยู่กับปัจจุบัน เมื่อเรามุ่งความสนใจไปที่ความเงียบสงบของจิตใจโดยไร้สิ่งเร้าล่อใจให้หลงทาง เราจะสามารถดำเนินชีวิตตามเป้าหมายหลักของการมีชีวิตอยู่ หรือการอยู่อย่างสันติ มีความสุข และเต็มไปด้วยความรัก ในโลกของจิตวิญญาณ การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยเพิ่มพลังความตั้งใจ ความสงบ

    12/01/2024
  • 10 Mindfulness Techniques to Practice at Work

    การทุ่มเทกับการทำงานเรื่องที่ดี แต่บางครั้งการทำงานหนักเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่มีให้ตัวเองได้หยุดพัก และบ่อยครั้งอาจทำให้คุณรู้สึกว่ากำลังใช้พลังงานชีวิตทั้งแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการทำงาน เหมือนกำลังแลกช่วงเวลาที่ต้องใช้ชีวิตไปกับการทำงานโดยไม่ได้มีโอกาสได้หยุดพัก  ทุกวันนี้ พนักงานและบริษัทต่างๆ มุ่งให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสภาพการทำงานผ่านเทรนด์สุขภาพอย่างหนึ่ง นั่นคือ “สติ” สติ คือ ความสามารถในการรับรู้ในทุกช่วงของความคิด ความรู้สึกทางกาย และสภาพแวดล้อมโดยรอบผ่านมุมมองที่อ่อนโยน โดยการใช้เทคนิคการฝึกเจริญสติ โดยเฉพาะในที่ทำงาน จะช่วยให้คุณคลายความเครียด และเพิ่ม Productivity ให้กับคุณได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้คุณพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ นี่คือ 10 วิธีเจริญสติในที่ทำงาน 1. ตั้งเป้าหมายในทุกๆ เช้า เพื่อให้สิ่งที่คุณตั้งใจลงมือทำประสบความสำเร็จ คุณควรเขียนความตั้งใจเพื่อให้ตนเองมีสมาธิจดจ่อ ความตั้งใจอาจะเป็นเป้าหมายในการเรื่องการทำงานหรือเรื่องส่วนตัว เช่น ฉันจะมองทุกอุปสรรคในวันนี้เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี อาจจะเป็นการเขียนลงบนโพสต์อิทแล้วแปะไว้ที่โต๊ะทำงานหรือย้ำเตือนซ้ำๆกับตนเอง โดยการทำวิธีนี้ จะเป็นการกระตุ้นให้คุณอยู่กับตัวเองเพื่อพิจารณาพฤติกรรมที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับความตั้งใจของตัวเองมากขึ้น  2. ทำให้งานของคุณมีความหมาย เป็นเรื่องยากที่จะตั้งสติให้จดจ่ออยู่กับงานที่คุณไม่อยากทำ นี่คือเหตุผลที่คุณต้องหาเป้าหมาย (Purpose) ในสิ่งที่คุณทำ ลงใช้เวลาทบทวนดูว่า ทำไมคุณถึงตัดสินใจสมัครงานนี้? ช่วงเวลาใดในตอนที่ทำงานแล้วทำให้คุณมีความสุข? ลองเขียนลิสต์ออกมาเป็นข้อๆ เมื่อคุณมีวันที่รู้สึกว่าทุกข์ใจ ให้คุณลองหยิบลิสต์นี้ออกมาย้ำเตือนตัวเองถึงจุดประสงค์ของการลุกขึ้นมาในแต่ละวัน 3. เรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะทำงานในสภาพแวดล้อมแบบไหน คุณก็สามารถสติหลุดได้ง่ายๆ เมื่อคุณรู้ตัวว่ากำลังเสียสมาธิ ให้คุณหยุดเพื่อทบทวนตัวเองดูสักพัก มีคำถามอยู่ 2-3 ข้อที่คุณสามารถใช้ถามตัวเองเพื่อตั้งสติและอยู่กับปัจจุบัน เช่น  การใช้เวลาสังเกตตัวเองและงานของตนจะทำให้คุณรู้สึกกลับมามีกำลังใจ ช่วยเพิ่มสมาธิ ให้คุณมีแรงฮึด และทำให้คุณมีสมาธิทำงานได้จนจบวัน 4. พักสมองบ้าง คุณกำลังเครียดอยู่หรือเปล่า? พักสมองบ้างสิ แม้ว่าว่าปกติสติจะถูกควบคุมด้วยความคิด แต่บางครั้งคุณต้องทำจิตใจให้ปลอดโปร่งเพื่อจดจ่อกับสิ่งที่สำคัญ ในระหว่างวันลองหยุดพักสัก 10 นาที เพื่อออกไปสูดอากาศข้างนอก ฟังพอดแคสต์สั้นๆหรือกิจกรรมที่ทำให้คุณได้ผ่อนคลายเพื่อรีเซ็ตสมองของคุณ ทำให้เมื่อกลับไปทำงาน คุณจะรู้สึกสดชื่นและพร้อมที่จะทำงานต่อ 5. ทำงานทีละอย่าง คุณเคยพยายามทำอะไรหลายๆ สิ่งพร้อมกันไหม? หากคุณเคยทำ มีงานใดสำเร็จลุลวงไปด้วยดีหรือไม่? สิ่งสำคัญในการฝึกสติคุณควรจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อคุณพยายามทำงานหลายอย่างจนล้นมือ คุณจะรู้สึกหนักใจและไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จได้อย่างเต็มความสามารถ ลองเปลี่ยนเป็นการเรียงลำดับความสำคัญแล้วเริ่มมือทำตามลำดับ เมื่อคุณทำงานสำเร็จแล้วมองย้อนกลับไปคุณจะรู้สึกอิ่มเอมใจ 6. ฝึกการมีความคิดแบบ Growth Mindset ทุกความสำเร็จมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ การต้องมี Growth Mindset แทนที่คุณจะมัวแต่พูดว่าคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ลองเปลี่ยนเป็นการพยายามพัฒนาทักษะของตนเองให้ดีขึ้น แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ลงมือทำยาก เพื่อฝึก Growth Mindset ของตัวเอง ลองเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ

    08/01/2024
  • Future of work, leading in the new possibility – ประสบการณ์จริงจาก 3 บริษัทชั้นนำในการดึงดูดและรักษา Talent

    What is the future of work?จากบทความ Future of work, Leading in the New Possibility ที่ได้พูดถึงการ Transformation ขององค์กรเพื่อพาองค์กรก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี ในงาน Future of work, leading in the new possibilityดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ (FOUNDER&CEO ADGES), คุณณภาภัช หงสประภาส หัวหน้ากลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและปฏิบัติการ ARV , คุณนันท์ลภัส สันติสุธรรม เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคล Lazada Thailand และ คุณศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย Country Marketing Manager Google Thailand ร่วม Panel Discussion พูดถึง Talent และความต่างระหว่าง Generation ในการทำงานร่วมกันในองค์กร

    20/12/2023
  • Future of work, Leading in the New Possibility

    What is the future of work? Future of work ระดับ Global พบว่า 99% ขององค์กรบอกว่ามีปัญหาเรื่อง Talent อยู่ตรงไหนกันแน่ ตั้งแต่ บริษัท Tech บริษัทดูตื่นเต้นไฮโซ ซึ่งตอนนี้มีเรื่องการให้น้ำหนักกับเรื่อง Wellbeing Hybrid Work หรือ Remote Work หลายองค์กรที่ผู้บริหาร Gen X ไม่ค่อยแน่ใจไม่ได้เห็นหน้าพนักงาน พอถึงวันหนึ่ง Gen Z ก็ไม่เข้าใจเคยให้เขาได้ทำแบบนี้แต่วันหนึ่งไม่ได้ ก็ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่าง Gen และกลายเป็นพนักงานลาออกกันเยอะทำให้ต้องรับคนใหม่เข้ามาแทน ทำให้ต้องมีการ Re-design Work ด้วยการนำ AI และ Automation เข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งเมื่อ AI ทำให้งานบางงานหายไป แต่ขณะเดียวกัน  AI ก็ช่วยสร้างสรรค์ทำให้เกิดงานประเภทใหม่ๆ ขึ้นมาแล้วเป็นบวก แต่พนักงานไม่มั่นใจว่าต้องมีการ Re

    19/12/2023
  • The Leader As Coach ผู้นำในฐานะโค้ช – Part 1

    ผู้นำจะสามารถปลดปล่อยนวัตกรรม พลัง และความมุ่งมั่นได้อย่างไร (How to unleash innovation, energy, and commitment ) เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายองค์กรตระหนักแล้วว่าผู้นำไม่สามารถคาดหวังจะได้รับคำตอบกับสิ่งต่างๆ ได้ และภาวะผู้นำในรูปแบบที่ใช้การออกคำสั่งและควบคุมนั้น (Command & Control) จะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป หลายองค์กรจึงมุ่งไปสู่การใช้รูปแบบการโค้ช (Coaching Model) ด้วยการที่ผู้นำเป็นคนช่วยส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขปัญหา และส่งเสริมการพัฒนาของพนักงาน ด้วยการใช้วิธีการตั้งคำถามและให้การช่วยเหลือสนับสนุน รวมทั้งแนะนำแนวทางการแก้ปัญหามากกว่าการออกคำสั่งและการตัดสินพนักงาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาผู้คนส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานก็ด้วยการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญในกลุ่มสาขาเทคนิคอล งานเฉพาะด้าน หรือการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่ง การที่จะถูกมองว่าทำงานได้ดีนั้น หมายถึงการที่สามารถสรรหาคำตอบที่ถูกต้องได้ และถ้าสามารถพิสูจน์ได้เช่นนั้นก็จะเติบโตในหน้าที่การงานได้อย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็อยู่ในจุดที่ต้องบริหารคนซึ่งเป็นจุดที่ต้องมั่นใจว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะสามารถสรรหาคำตอบให้ได้ เช่นเดียวกับที่ตนทำสำเร็จมาในอดีต ผู้นำในอดีตที่ใช้วิธีการออกคำสั่งและควบคุม (Command & Control) มักจะคิดว่าตัวเองรู้ดีในที่สุดว่าควรจะตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร รวมถึงสอนคนอื่นว่าต้องทำอย่างไร และประเมินผลงานของพวกเขาโดยมีเป้าหมายคือการนำและพัฒนาพนักงานให้เข้าใจว่าธุรกิจต้องดำเนินอย่างไร และจะทำให้ประสบความสำเร็จเหมือนดั่งเช่นที่เคยเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ไม่ใช่ในปัจจุบันนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นได้กลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ และสิ่งที่เคยทำได้สำเร็จในอดีตจะไม่ใช่แนวทางสู่ความสำเร็จในอนาคตอีกต่อไป ผู้นำหรือผู้บริหารในศตวรรษที่ 21 จะไม่มี (หรือแม้กระทั่งหาไม่พบ) คำตอบที่ใช่สำหรับสิ่งต่างๆ ดังนั้น ในการที่จะรับมือกับโลกแห่งความจริงใหม่นี้ได้ หลายองค์กรจึงกำลังถอยห่างจากวิธีการออกคำสั่งและควบคุมแบบเดิมๆ และมุ่งไปสู่รูปแบบที่แตกต่างออกไป

    15/12/2023
  • ส่งมอบความคิด ชาร์ทพลังบวก ผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่แสนธรรมดา ด้วย Mindfulness กับ ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ

    ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ (Founder & CEO ADGES) ได้มีโอกาสเป็นผู้บรรยาย CuriousTalk59th ร่วมเดินทางส่งมอบความคิด ชาร์ทพลังบวก ผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตเรียบง่ายธรรมดา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของ Mindfulness และเทคนิคต่างๆ ในการพัฒนาสติปัญญาและความมั่นคงใจในชีวิตประจำวัน ที่จัดขึ้นโดยรายการ CuriousTalk ของ AISDataClub+  ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ ได้เริ่มจากการเล่าประวัติของตนเองซึ่ง เรียนจบวิศวะมาแต่เมื่อทำงานทำให้รู้ว่า People Skill เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นหัวหน้าที่ต้องรับผิดชอบโปรเจ็กต์ต่างๆ ทำให้อยากเรียนรู้เพิ่มเติม โดยมองว่า Leadership Skill เป็นสิ่งจำเป็นจึงเรียนต่อด้านปริญญาเอกและลาออกมุ่งมั่นกับการเรียนให้จบ จากนั้นตัดสินใจตั้งบริษัทที่ปรึกษาและเดินทางทั่วเอเชียแปซิฟิกเพราะพาร์ทเนอร์บริษัทมีจำนวนมาก โดยเอนจอยกับสิ่งที่ทำเหมือนเปิดประตูบานหนึ่งก็จะมีการเปิดประตูบานต่อไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อลงสนามได้เจอคนที่เก่งทั่วภูมิภาค การได้เดินทางและเห็นที่ต่างประเทศทำให้เราหยุดนิ่งไม่ได้ แต่สุดท้ายถามตัวเองชอบและรักในสิ่งที่ทำหรือไม่เพราะการทำบริษัทที่ปรึกษาต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นแล้วต้องทำให้เขาเชื่อให้ได้ว่าเรามี Value อะไรที่เราจะไปแลกเปลี่ยนหรือพูดคุยกับเขา บางทีต้องสอนหนังสือให้ฝรั่งจากที่เราเป็นคนเอเชียและเป็นคนไทย จึงพบคำตอบว่า   “บางทีการลงสนามยากๆ บ้างก็จะทำให้เราได้แกร่งขึ้น จะเฟลหรือจะสำเร็จอย่างน้อยก็กลับมาเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเรา”  หมั่นเติมไฟให้เอนจอยกับสิ่งที่ทำ  เราต้องตั้งคำถามเรารักเราชอบอะไรทำอย่างไรให้สุดและเติมไฟให้เราเอนจอยกับสิ่งที่เราทำ แม้ช่วงที่ยากลำบากที่ผ่านมาตอนโควิด-19 งานหลักไม่ได้เยอะ แต่มีงานการกุศลมากมาย และได้รับโอกาสจากวงการธุรกิจทำอีเวนท์หรือการแชร์เรื่องการทรานฟอร์มธุรกิจ หรือภาวการณ์เป็นผู้นำในสถานการณ์นั้น ที่พบว่า “อะไรดีก็ทำ” ตั้งแต่ร่วมมือกับ IOD แลกเปลี่ยนพูดคุยเพราะอยากให้คนไทยสามารถแข่งขันได้

    12/12/2023
  • Mindfulness Leader : เดินทางเข้าสู่จักรวาลภายใน (Innerverse)

    ‘Who looks outside, dreams; who looks inside, awakes.’ – Carl Jung สะดุดใจกับ Quote ข้างบน ที่ตอนแรกนึกว่าเป็น Quote ที่มาจากศาสนาพุทธแน่ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่พูดเป็นนักจิตวิทยาชาวสวิส เจ้าของทฤษฏี Type Dynamic ที่สุดท้ายมีคนอเมริกันสองคนสร้างเป็นแบบประเมินที่ชื่อว่า Myer Brigg Type Indicator หรือ MBTI โดยใช้หลักคิดของ Jung ADGES ได้มีโอกาสร่วม Strategic Workshop กับโรงพยาบาลชั้นนำที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่นำทางของจังหวัดได้เชิญเรามานำเสนอเรื่อง Mindfulness Leader ก่อนที่จะเข้าสู่การพูดคุยเกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ จึงขอเชิญคุณหมอรวมถึงผู้บริหารโรงพยาบาลให้กลับมามองย้อนดูตัวเอง โดยให้เดินทางเข้ามาข้างในซึ่งขอเรียกโดยรวมว่า Innerverse หรือจักรวาลภายใน โดยใช้เวลาคุยใน 3 เรื่องคือ 1. การตระหนักรู้ตัวเอง (Awareness) การตระหนักรู้ตัวเอง ให้เข้าใจว่าจริต บุคลิคลักษณะ (Personality) รูปแบบทางความคิด และรูปแบบทางพฤติกรรม

    07/12/2023
  • Future skills always happen in paradox

    เวลาเปลี่ยน…คนเปลี่ยน คิดยังไงกับคำที่ว่า ‘เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน’ ทำให้นึกถึงเรื่องความย้อนแย้งหรือ Paradox ที่เป็นคำฮิตสมัยนี้ เลยอดที่จะคิดต่อไปไกลว่าจะมีเวลาไหนที่ ‘เวลาเปลี่ยน…คนไม่เปลี่ยนบ้าง’ คำตอบคือ ‘คงไม่มี’ แต่คำถามที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ เรารับมือยังไรกับการเปลี่ยนแปลง Content and Context ส่วนมากเรารับมือกับการเปลี่ยนแปลงโดยการสร้าง Content ใหม่ๆ ดูจากในองค์กรที่เร่งสร้างทักษะและ Skill ใหม่ๆและติดอาวุธทางปัญญาให้กับพนักงานอย่างเร่งด่วน แต่เชื่อไหมจากคนที่ทำงานเรื่องการศึกษา เชื่อว่าการสร้างทักษะเป็นเรื่องง่าย แต่การนำเอาความรู้ที่เรียนไปใช้ รวมถึงการสร้าง Insight ให้กับตัวเองยากกว่ามาก ส่วนมากเรียนมาแล้วไม่ทันใช้ก็ลืมไปเสียแล้วว่าเรียนอะไรมา สิ่งที่ยากที่สุดคือการให้คนในองค์กรได้เข้าใจเรื่องบริบทของการเปลี่ยนแปลงหรือเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Context ที่แต่ละองค์กรเผชิญไม่เหมือนกัน องค์กรชั้นนำเข้าใจเรื่อง Context Change จนกลับมาสร้าง Content ที่เหมาะสมกับองค์กร แต่หลายองค์กรเร่งสร้าง Content ใหม่โดยยังไม่มีการเข้าใจเรื่อง Context เฉพาะมากพอ ซึ่งเป็นการสร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลให้กับองค์กร Transform and Perform องค์กรมักมองว่าตัวเองขาดทักษะจนต้องเร่งที่จะเติม แต่หลายองค์กรมีของดีอยู่กับตัวแต่มองไม่เห็น ในเรื่องของการ Transform องค์กรต้องเข้าในในเรื่องของ Dual Transformation แน่นอนที่สุดองค์กรต้องมีทักษะในเรื่องของการ

    06/12/2023
  • ความเข้าใจและการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Understand and Shape Workplace Culture)

    พื้นฐานสำหรับกลยุทธ์ธุรกิจที่มีความสร้างสรรค์ (Setting the Foundation for an Inspired Business Strategy) ไม่มีบริษัทไหนที่จะมีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมือนกัน แม้ว่าธุรกิจจะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีค่านิยมและมุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่คล้ายคลึงกัน วิธีที่สภาพแวดล้อมการทำงานของพวกเขาจะมีความแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมชาติ เนื่องจากผู้คน ประสบการณ์ และวิธีปฏิบัติที่ประกอบกันจะทำให้บริษัทจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือเหตุผลว่าทำไมวัฒนธรรมในสถานที่ทำงานที่แข็งแกร่งจึงสามารถสร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทได้อย่างแท้จริง หรือหากผู้นำไม่ตระหนักถึงก็จะถือเป็นข้อเสียเปรียบไป เพื่อสร้างวัฒนธรรมเชิงบวกที่สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทำงานให้ดีที่สุด ผู้บริหาร ผู้นำฝ่ายทรัพยากรบุคคล และผู้จัดการมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราววิธีการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการสร้างบทสนทนาและปฏิบัติพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่างให้กับพนักงาน คำจำกัดความของวัฒนธรรมในองค์กร (The Definition of Workplace Culture) มีหลายวิธีในการอธิบายแนวคิดนี้ คำจำกัดความยอดนิยมสำหรับวัฒนธรรมองค์กรมาจาก Great Place to Work ซึ่งอธิบายว่า: “คุณทำสิ่งที่คุณทำ วิธีที่คุณแสดงออกในองค์กร มันเป็นผลของระบบ พฤติกรรมและค่านิยมที่ทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างประสบการณ์ให้กับพนักงานและลูกค้าของคุณ” องค์ประกอบบางประการที่ประกอบขึ้นเป็นระบบที่เป็นทางการ ได้แก่ (Some of the elements that make up the formal systems include) : ระบบที่ไม่เป็นทางการคำนึงถึง (Informal system

    01/12/2023
  • Mindfulness ในที่ทำงานดีอย่างไร

    การส่งเสริม Mindfulness ในองค์กรมีผลประโยชน์หลายด้านทั้งการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความสมดุลและการสร้างความพร้อมใจที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของทีมและบุคคลทั้งในด้านทางจิตใจและการทำงานทุกวัน ดังนี้: 1. สร้างการรับรู้ สนับสนุนพนักงานให้มีความตระหนักต่อสภาวะปัจจุบันขณะทำงาน ด้วยการสร้างการรับรู้, พนักงานสามารถปรับตัวและเลือกวิธีการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีสติ ผู้นำสามารถแบ่งปันหลักการของ Mindfulness เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจและนำไปใช้ในการทำงานประจำวัน 2. ลดความเครียด Mindfulness ช่วยลดความเครียดโดยเพิ่มความสามารถในการจัดการกับความกดดันและปัญหาทางอารมณ์ ผ่านการใช้ทฤษฎีและเทคนิค Mindfulness ในการปฏิบัติ ในการปฏิบัติ Mindfulness ไม่ใช่เเค่เพียงการนั่งสมาธิเท่านั้น เเต่รวมถึงการพักเบรคซัก 10 นาทีเพื่อมองต้นไม้ มีสมาธิ พักเบรกจากสิ่งรอบข้าง มีสติอยู่กับตนเอง หรือเเม้กระทั่งการหายใจเข้าเเละหายใจออกรับรู้ถึงลมหายใจของตนเองก็ช่วยได้เช่นกัน 3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี การใช้ Mindfulness ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจในการสื่อสาร ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างพนักงานและทีม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกัน คนในทีมตั้งใจฟังความเห็น มุมมอง ความคิดของกันเเละกัน ลดการโต้ตอบอย่างเร่งรีบที่อาจส่งผลกระทบให้ทีมขัดเเย้งกัน 4. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน Mindfulness สามารถช่วยให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเพิ่มเเรงจูงใจและส่งเสริมการตัดสินใจที่ดีขึ้น ร่วมถึงเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจในสิ่งที่ซับซ้อน เพราะการมีสติทำให้พนักงานสามารถมองเห็นปัญญา ช่วยในการพัฒนาสมาธิและความจำ การฝึกสมาธิยังช่วยลดความสับสนและเพิ่มความสามารถในการจดจำข้อมูลที่สำคัญอย่างชัดเจนและตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย 5. สร้างความพร้อมใจในการเรียนรู้ การใช้ Mindfulness ในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะทำให้พนักงานมีความรับรู้ที่ลึกซึ้งและการเรียนรู้ที่เป็นประจำ เปิดใจที่จะเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆที่จะทำให้ตนเองได้พัฒนาความสามารถทั้งทางหน้าที่การงานเเละทางการจัดการกับอารมณ์

    30/11/2023
  • วิธีออกแบบโปรแกรมพัฒนาผู้นำให้ประสบความสำเร็จ (Designing Successful Leadership Development Programs)

    ไม่ว่าคุณจะสนับสนุนพนักงานในบทบาทความเป็นผู้นำในปัจจุบันหรือสนับสนุนพนักงานที่กำลังจะเป็นผู้นำในอนาคตให้สร้างทักษะใหม่ๆ การมี Training ที่มีประสิทธิภาพสามารถเป็นพื้นฐานในการช่วยให้พนักงานประสบความสำเร็จในองค์กรของคุณได้ สิ่งที่สำคัญคือโปรแกรมพัฒนาความเป็นผู้นำควรสะท้อนถึงค่านิยมและวิสัยทัศน์ขององค์กร หลักสูตรควรมีโครงสร้างที่ชัดเจนซึ่งสรุปว่าผู้เข้าร่วมจะพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะอย่างไรซึ่งจะช่วยให้ผู้นำออกแบบและดำเนินการตามกลยุทธ์ที่มีความหมายซึ่งจะช่วยให้องค์กรก้าวข้ามความท้าทายได้ การพัฒนาความเป็นผู้นำควรมีความสำคัญสูงสุดหรือไม่? (Should leadership development be a top priority?) ผู้นำขององค์กรมีส่วนสำคัญในการกำหนดบุคลากร ประสิทธิภาพการทำงาน และวัฒนธรรมของบริษัท การลงทุนเพื่อการเติบโตทางสายอาชีพเป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการดึงดูดและรักษาพนักงานที่มีความสามารถ หากคุณมีความต้องการหรือความสนใจในการปรับปรุงความเป็นผู้นำทั่วทั้งองค์กรของคุณ อาจถึงเวลาแล้วที่จะยกระดับแผนงานการพัฒนาของคุณ เพื่อให้โปรแกรมการฝึกอบรมความเป็นผู้นำมีประสิทธิภาพตามที่พวกเขาสมควรได้รับ การระบุบทบาทความเป็นผู้นำที่จำเป็นในพัฒนาองค์กรไปข้างหน้าเป็นสิ่งสำคัญ สมาชิกในทีมจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) พนักงานฝ่ายการเรียนรู้และการพัฒนา และ C-Suite ควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดว่าผู้นำที่มีประสิทธิภาพคืออะไรในองค์กรของตน การสร้างบุคลิกของผู้นำและการประเมินความสามารถในปัจจุบันเพื่อดูว่ายังมีช่องว่างอยู่ตรงไหนสามารถช่วยกำหนดเส้นทางข้างหน้าได้ การพัฒนาความเป็นผู้นำคืออะไร? (What is leadership development?) การพัฒนาภาวะผู้นำเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเสริมศักยภาพบุคคลด้วยความรู้และความสามารถที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถโน้มน้าวและชี้แนะผู้คน กระบวนการ และทีมไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ การพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำครอบคลุมถึงความสามารถที่จับต้องได้ เช่น การตั้งเป้าหมาย ตลอดจนทักษะด้านอารมณ์ เช่น ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดริเริ่มเพื่อการเติบโตเหล่านี้จะเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคล L&D หรือการพัฒนาองค์กร (OD) ซึ่งได้รับมอบหมายให้สร้างระบบและประสบการณ์เพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการผลิตและการพัฒนาบุคลากร โดยทั่วไปแล้วการฝึกอบรมความเป็นผู้นำไม่ใช่กิจกรรมเพื่อการศึกษาที่จัดขึ้นเพียงครั้งเดียว เพื่อตอบสนองความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปและความคาดหวังของพนักงานที่เพิ่มขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเทรนนิ่งอย่างต่อเนื่องในการช่วยให้บุคลากรของตนเรียนรู้และฝึกฝนคุณสมบัติและทักษะความเป็นผู้นำที่จำเป็น การพัฒนาความเป็นผู้นำแตกต่างจากการพัฒนาการจัดการอย่างไร? (How is leadership development different from management development?) แม้ว่าคำว่าความเป็นผู้นำและผู้จัดการมักจะใช้แทนกันได้

    29/11/2023
  • Leader As Coach – Making the Right Impact

    ‘As a leader, we are not created equal. Leaders have their own strengths and blind spots same as their peers. Do not approach ‘Leader As Coach’ with a one-size fits all mentality.’ ตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่ทำงานทางด้าน Executive Coach ให้กับ Partners ที่เป็น Leadership Development, Assessment Provider และ Business School ที่มักจะได้ลูกค้าต่างชาติที่ Partner หามาให้มากกว่า เพื้อนๆ และลูกค้าเมืองไทยมักไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองทำงานเรื่อง Coaching อาจจะเป็นเพราะว่าในเมืองไทยเองมีโค้ชที่หลากหลายและมีแง่มุมที่แตกต่างกัน ส่วนองค์กรเองก็มี Perception และมีคาดหวังจากการทำ Coaching ที่แตกต่างกัน

    17/11/2023
  • การเป็นผู้บริหารที่ครบครันด้วยทักษะ Coaching

    เมื่อคุณเป็นผู้บริหารที่ครบครันทั้งในการบริหารและทักษะ Coaching คุณจะมีความสามารถในการสร้างทีมที่มีผลงานดีและพัฒนาความสามารถของพนักงานในทีมของคุณอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่คือการบริหารที่ยากและมีความจำเป็นสำหรับความสำเร็จขององค์ ดังนั้นเรามาสำรวจความสำคัญของการรวมทักษะ Coaching ในบทความนี้กัน 1. การบริหารทีม (Team Management) เป็นผู้บริหารที่มีทักษะในการบริหารทีมหมายความว่าคุณสามารถวางแผนและติดตามการดำเนินงานของทีมให้สำเร็จ คุณควรมีความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล, การจัดการทรัพยากรทีม, และการสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นการทำงานร่วมกันในทีม 2. ทักษะในการ Coaching (Coaching Skills) ความสามารถในการช่วยพนักงานในการพัฒนาความรู้, ทักษะ, และศักยภาพของพวกเขา คุณต้องสามารถสร้างความเข้าใจและสนับสนุนพนักงานในการปรับปรุงและเติบโตในหน้าที่ของพวกเขา การทำ Coaching ไม่ใช่การบังคับแต่เป็นการแนะนำและช่วยเสริมสร้างความมั่นใจของพนักงาน เรามีหลักสูตร Leader as Coach ที่จะช่วยเสริมสร้างทักษะ Coaching ให้กับผู้บริหารเพื่อเป็นทักษะที่ดีให้กับผู้บริหารในยุคใหม่ 3. คุณค่าการทำงาน (Value of Work) ความสามารถในการทำงานไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของการบริหารทีม คุณต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งในสาขาหรืออุตสาหกรรมที่ทำงานด้วยด้วย นอกจากนี้ การให้คำแนะนำที่มีคุณค่าแก่ทีมต้องมาพร้อมกับประสบการณ์และความเข้าใจที่ถูกต้องในงานของคุณ การพัฒนาตนเองในสาขาที่ทำงาน จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของคุณให้เป็นตัวอย่างที่ดีและมีค่าที่สำคัญต่อทีมของคุณ การเป็นผู้บริหารที่ครบครันทั้งการบริหารและทักษะ Coaching มีความสำคัญสำหรับการสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพและความสามารถในการพัฒนาพนักงาน คุณจะเห็นผลที่มีประสิทธิภาพและความร่วมมือของทีมที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในบทบาทของคุณในองค์ ควรพัฒนาทักษะและความรู้ในทั้งสองด้านอย่างต่อเนื่องและสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทีม

    15/11/2023
  • Gen AI จะเปลี่ยน HR อย่างไร

    Generative AI ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีกระแสเทคโนโลยีอื่น ๆ สามารถทำได้อีกทั้งยังเร่งการมีส่วนร่วมของ HR ด้วยปัญญาประดิษฐ์ การนำเครื่องมือ AI มาใช้นั้นได้รับแรงผลักดันอย่างกว้างขวางในด้านทรัพยากรบุคคล แต่เทคโนโลยี GenAI ซึ่งสามารถสร้างเนื้อหาจากแหล่งที่มาที่แตกต่างกันและสรุปชุดข้อมูลหลายชุดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความสามารถที่น่าสนใจหลายประการ ในด้าน Human Resource Management (HRM) ทีมงานต่างใช้แชทบอทอยู่แล้วและทดลองใช้ AI ในการสรรหากรณีใช้งาน และยังปรับใช้นำประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ มาสู่การทำงานของพนักงาน และการมีส่วนร่วมของฝ่ายทรัพยากรบุคคลกับ GenAI ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในเวลาเดียวกัน ทีมผู้บริหารต้องการให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็น Strategic Partner ที่ลึกซึ้งและใช้ความสามารถในการร่วมในการตัดสินใจ โดยจะทำให้ HR เปลี่ยนบทบาทตัวเองจากการเป็นคนที่ทำงาน Adminstration ไปเป็น Strategic Partner ที่แท้จริง GenAI นำมา เทคโนโลยีจึงกลายเป็นทรัพยากรสำคัญในการยกระดับทักษะสมาชิกในทีมและปลดล็อกการเพิ่มคุณค่าของพนักงาน การนำ GenAI มาใช้โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะเป็นตัวอย่างให้กับธุรกิจอื่นๆ รวมถึงการสร้างความสามารถในการทำ Predictive Analytics นั้นคือการตัดสินใจใน Scenario ในอนาคตก่อนที่จะเกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำไป GenAI ส่งผลต่อ HR

    13/11/2023
  • 3C of Leader As Coach

    “การจะทำให้ทีมของคุณบรรลุเป้าหมายและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องมีผู้นำที่ช่วยโค้ช ช่วยพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในทีม ผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานของทีมและสมาชิกในทีมให้ดียิ่งขึ้น” Leader as Coach Workshop เป็นโปรแกรมจะช่วยให้ผู้นำเป็นโค้ชผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานของทีมและสมาชิกในทีมให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับผู้นำที่ต้องการเป็นบุคคลที่พนักงานหรือลูกน้องอยากรับการโค้ชอย่างแท้จริง โดยใช้ “Three C Coaching Model” ประกอบไปด้วย 1. Character – ความมั่นใจในบทบาทของตนเองในฐานะโค้ช และมีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จที่มีให้กับทีม ใน Workshop จะช่วยทำให้คุณได้รู้คุณค่า แรงจูงใจ พรสวรรค์ และความตั้งใจของคุณ รวมถึงช่วยทำให้ได้รู้ถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการโค้ชของคุณอีกด้วย 2. Connection – จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการสร้างความสัมพันธ์แบบ Peer-to-peer Connection ที่เกิดจากความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เกิดความสามารถในการมองเห็นศักยภาพของสมาชิกในทีม สร้างการเผชิญหน้ากันอย่างสร้างสรรค์ 3. Conversation – เพื่อให้ผู้เข้าร่วม Workshop มีประสบการณ์โค้ชแบบสมจริง จะได้ลอง Coaching และใช้เครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วม Workshop มีส่วนร่วมในการสนทนาที่เน้นการชี้นำที่มีจุดมุ่งหมาย อย่างมีจิตสำนึกและมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ: ผลลัพธ์ขององค์กร: Workshop นี้เหมาะกับ: ผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหารระดับระดับสูง

    11/11/2023
  • Health and Well-Being – Secret to Blue Zone

    หลังจากเข้า Wellness Camp เมื่อสองเดือนที่แล้ว แล้วโดนคุณหมอบอกว่าคนสมัยนี้อายุสั้นและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยสิ่งที่เรียกว่า Lifestyle Disease โดยเฉพาะมนุษย์ Office ที่วันๆ ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับการทำงาน ทานอาหารด่วน เครียด ปาร์ตี้หนัก แล้วกลับบ้านนอนแบบในทุกวันนี้ คุณหมอมาเล่าให้ฟังถึงแนวคิดในการสร้าง Corporate Wellness ที่สร้างได้และเห็นผล แต่ต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนจากหลายๆภาคส่วนในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงการสร้างภาคีเครือข่ายเพื่อให้องค์กรเอาจริงเอาจัง แต่ก่อนที่จะไปภาพใหญ่เลยลองเอามาปรับใช้กับตัวเอง แต่ที่จะเล่าให้ฟังก็คือเป็นคนที่มีปัญหากับ Cholesterol สูงมานาน จนมาเข้าใจว่าเพราะเราชอบทานเนื้อสัตว์ จนคุณหมอแนะนำให้ทานอาหารที่มีการเพิ่มปริมาณผักและผลไม้ พอกลับมาก็เริ่มทานมื้อกลางวันและมื้อเย็นเป็นผลไม้และธัญพืช สองเดือนผ่านไปตรวจสุขภาพปรากฏว่า Cholesterol ลดลงจริงๆแล้วก็เป็น Personal Best ตามหัวข้อเลยที่เดียว ที่สำคัญรู้สึกดีมาก เบาสบายท้อง แต่ก็ไม่ได้ยากลำบากในการเปลี่ยนแต่อย่างใด แถมตอนนี้ Netflix มีหนังที่มีชื่อว่า Live to 100: Secrets of the Blue Zone ที่พูดถึงสารคดีที่ตากล้องและนักเขียนสารคดีของทาง National Geographic คือคุณ Dan Buettner ได้ออกเดินทางไปสถานที่ทั้งห้าแห่งที่มีความหนาแน่นของผู้คนที่มีอายุมากกว่า

    06/11/2023
  • Successfully Transforming your company – The role of the Board

    Transformation เป็นคำที่ทุกองค์กรพูดเหมือนกัน แต่ความหมายไม่เหมือนกัน โดยวัตถุประสงค์หลักของผลลัพธ์จากการทำ Transformation คงหนีไม่พ้นหนึ่งในสามเรื่องคือ แต่การทำ Transformation ส่วนมากส่งผลกระทบได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่องค์กรวางไว้มาก และที่น่าสนใจก็คือสาเหตุหลักๆกว่า 70% ของความล้มเหลวมาจาก Soft Side ที่มาจากเรื่อง คน องค์กร และวัฒนธรรมในการทำงาน การที่จะทำ Transformation ให้สำเร็จจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญในสองแกน และมีปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญอีก 11 ปัจจัย แกนเรื่องประสิทธิภาพ (Performance Pillar) 1. Ambition การวางเป้าหมายที่มีความทะเยอทะยานมีความสำคัญ แต่ทั้งนี้จำเป็นที่ต้องประกอบไปด้วยข้อมูลสนับสนุน รวมถึงแรงบันดาลถึงความเป็นไปได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงโอกาสที่จะสูญเสียไปถ้าองค์กรจะไม่ลุกมาทำอะไรเลย 2. Transformation Set Up การแบ่งบทบาทให้ชัดเจนเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเราอาจจะแบ่งฟันเฟืองที่สำคัญในเรื่องของTransformation เป็นในเรื่องของ 3. Stage Gates Transformation Idea จำเป็นที่ต้องมีการ Validate โดยสามารถมองเป็น Pipeline Concept โดยประเมินมาจากการสร้าง Idea จนถึงการเอา Idea ไปใช้

    03/11/2023
  • Creating High Impact Strategic Self-Awareness Learning

    “มีคำกล่าวว่า การสร้างผู้นำเกิดขึ้นหลังจากการสร้างความตระหนักรู้ (Self-Awareness) ถึงจุดแข็ง และจุดอ่อนของตัวเอง หลายองค์กรให้น้ำหนักในเรื่องของการพัฒนาอบรมการเป็นผู้นำ (Leadership Development) โดยมักมองข้ามขั้นตอนแรกก่อน” คือต้องเข้าใจก่อนว่าผู้นำแต่ละคนมีต้นทุนไม่เหมือนกัน มีความถนัดต่างกัน มีข้อด้อยที่แตกต่างกัน แถมยังมีแรงจูงใจและคุณค่าที่แต่ละคนให้นั้นก็แตกต่างกัน องค์กรชั้นนำที่มองเห็นมักจะเริ่มจากการสร้างความเข้าใจเรื่อง Self-Awareness ผ่านเครื่องมือและแบบประเมินที่ง่ายในการทำความเข้าใจ แต่องค์กรส่วนมากมักที่จะติดกับดักของการพัฒนาและการอบรม โดยคิดว่าการเร่งสร้างทักษะ หรือไม่ก็ Upskill และ Reskill ไปก่อน ยังไม่มีเวลาให้นำ้หนักในเรื่องการสร้าง Self-Awareness ดังนั้น สิ่งที่เรามักจะเห็นคือ เรียนไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถต่อยอดความรู้ได้ พัฒนาก็แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดจุดอ่อนได้จริง เพราะฉะนั้น โครงการการพัฒนาผู้บริหารขององค์กรชั้นนำเหล่านั้น มักที่จะเริ่มจากการที่จะสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้นำ แต่อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรก็พยายามที่จะสร้างในสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แต่ก็ยังล้มเหลว” ในการอบรม New Gen. Leader มีนักเรียนท่านหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ด้วยความที่ทำงานเข้าตาผู้บริหารระดับสูงขององค์กร พนักงานท่านนี้ได้ถูกส่งให้เข้าร่วมในหลักสูตร New Gen. Leader แต่พนักท่านนี้ไม่ได้มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงไปกว่านี้ รวมทั้งมองว่าการที่จะเป็นผู้บริหารระดับสูงนั้นต้องเล่นการเมือง ซึ่งไม่น่าที่จะเป็นแนวถนัดของตัวเอง หลังที่ทาง Coach จาก ADGES อ่านผลงานประเมิน

    02/11/2023
  • แรงบันดาลใจที่ผู้บริหารควรสร้างให้กับพนักงาน

    เมื่อพบว่าทีมไม่มีส่วนร่วมหรือแรงบันดาลใจมีน้อย การแก้ไขภาวะนี้ต้องเริ่มจากการเน้นที่แรงจูงใจและบทบาทของผู้บริหาร บ่อยครั้งเราอาจพบว่าพนักงานไม่มีส่วนร่วมหรือมีแรงบันดาลใจน้อย เนื่องจากทำงานเพียงเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่หรือคาดหวังเล็กน้อย “ในยุคที่นวัตกรรม ความรวดเร็ว ความคิดสร้างสรรค์ และพลังงานเป็นที่ต้องการถ้าทีมของเราไม่ทุ่มเทเราก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้” เพื่อแก้ไขภาวะนี้ เราควรเน้นที่แรงจูงใจและบทบาทของผู้บริหาร ซึ่งควรเข้าใจและให้สิทธิ์ในการพัฒนาตนเองของพนักงาน ผู้บริหารต้องไม่เพียงเรียกร้องความมุ่งมั่นของพนักงาน แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานสามารถตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ได้ การตรวจสอบว่าทีมของคุณมีแรงจูงใจมาจากภายในหรือไม่ จะช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของพนักงานมากขึ้น ผู้บริหารควรให้สิทธิ์และสนับสนุนในการพัฒนาทักษะ และการสร้างความเชี่ยวชาญของพนักงาน นอกจากนี้ การเปิดโอกาสให้พนักงานมีอิสระในการตัดสินใจวิธีการทำงาน จะช่วยเสริมสร้างความเป็นอิสระและความรับผิดชอบในทีม นอกจากนี้ ผู้บริหารควรเข้าใจและใช้ประโยชน์จากหลักการสามประการของแรงจูงใจจากภายใน: ความเชี่ยวชาญ ความเป็นอิสระ และวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นสามประการที่สามารถส่งเสริมแรงจูงใจของทีมได้ ในท้ายที่สุด การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานรู้สึกสามารถมีส่วนร่วมและมีความคุ้มค่าในงานของตน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ทีมทำงานอย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ Source: www.bluepointleadership.com

    31/10/2023
  • Leader as Coach: การพัฒนาศักยภาพของทีมผ่านการ Coaching

    ‘คุณอยากเป็นหัวหน้าที่สามารถพัฒนาศักยภาพพนักงานในทีมด้วยวิธีการ Coaching ไหม?’ เมื่อเราอยู่ในจุดที่เป็นผู้นำขององค์กรหรือผู้นำของทีมแล้ว เราสามารถทำ Coaching ให้พนักงานในทีมเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานได้หรือไม่? คนส่วนมากรู้ว่า Coaching นั้นสำคัญ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าทำยัง วันนี้ ADGES ได้จัด Workshop ในหัวข้อ Leader as Coach ให้กับองค์กรชั้นนำด้านการเงิน ได้พบกับผู้บริหารในแผนกต่างๆและได้สอบถามความคาดหวังที่จะได้จาก Workshop นี้ ผู้เข้าร่วมตอบคำถามว่า คาดหวังว่าจะได้วิธีการCoaching ให้กับพนักงานในทีม,ได้พัฒนาและบาลานซ์ Team Engagement ซึ่งส่งผลไปสู่การเพิ่ม KPI ของทีมได้ เราลองมาตั้งคำถามกันเล่นๆดูว่า ทุกท่านคิดว่า Moment ไหนที่เราได้แสดงความเป็น Leader ให้กับพนักงานในทีมกัน? จริงๆแล้วทุกๆการตัดสินใจตอนอยู่กับทีม ทุกๆinteraction คือ Moment ของ Leadership ผู้เข้าร่วม Leader as Coach Workshop จะได้เรียนรู้การทำ Exercises, ได้ลองวิธีการตั้งคำถามในการCoaching จริง, และได้รับ Feedback ส่วนตัวที่จะสามารถนำไปต่อยอดได้

    21/10/2023
  • เข็มทิศของ Mindfulness Leader

    ความเข้าใจแรกจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเมื่อได้ยินหัวข้อ Mindfulness Leadership หรือผู้นำรมมณีย์ จะคิดว่าบริษัทส่งมาให้มานั่งเรียนอะไรน่าเบื่อๆ ได้นั่งสมาธิ ฟังธรรมกันแน่นอน ทาง ADGES  จึงอยากมาเล่าให้ฟังบรรยากาศการร่วมทำ Workshop รวมถึงหัวข้อต่างๆที่ได้พูดคุยกันในวันนั้น  เข็มทิศของ Mindfulness Leader มีด้วยกัน 4 ทิศคือ East – Who you are?  อย่างแรกเลยผู้เข้าร่วมWorkshop จะได้ทำ Self Assessment เพื่อรู้จักกระบวนทางความคิดและลักษณะพฤติกรรมของตนเองที่ตนชอบใช้ จุดแข็งและจุดอ่อนของจน เมื่อผู้นำทุกๆท่านรู้จักตนเองแล้วจึงหันมารู้จักและเข้าใจผู้อื่นในที่นี้ก็รวมถึงภาพรวมขององค์กรด้วยเช่นกัน  South – What Values / Motivation that you represent?  เมื่อเข้าใจตนเองแล้ว เราต้องเข้าใจคุณค่า ค่านิยม สิ่งที่ปลูกฝังเรามา หรือสิ่งที่เราเชื่อว่าดีผ่านประสบการณ์ชีวิต การทำงาน บางท่านให้คุณค่ากับ ปัญญา (Wisdom) หรือบางท่านให้คุณค่ากับความยุติธรรม (Justice) มากกว่า ผู้เข้าร่วมได้เขียน Lifeline ของตนเองว่าช่วงเวลาไหนของตนในชีวิตที่ตนรู้สึกว่าดี ช่วงไหนที่ตนรู้สึกว่าแย่

    19/10/2023
  • การสร้างความเข้าใจและสร้างทีมที่แข็งแกร่งผ่าน Workshop Meeting of the Minds

    เป็นอีกวันที่ได้จัด Workshop ในหัวข้อเรื่อง Meeting of the Minds ให้กับผู้บริหารของบริษัทชั้นนำอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ผู้เข้าร่วมทุกท่านมาถึงกันเช้ามาก คำถามแรกที่ทางเราได้ยินคือ “Workshop เสร็จกี่โมง” “เลิกเร็วกว่านั้นได้มั้ยครับ” ทำเอาถึงกับต้องเร่งรีบกันเลยทีเดียว เมื่อเริ่ม Workshop แล้ว ใจความสำคัญของ Workshop นี้คือ การรู้จักตัวเองที่แท้จริง (Self Awareness) ไม่ใช่แค่รู้ว่าเราเป็นใคร เราชื่ออะไร แต่การรู้จักตนเองใน Workshop นี้คือ การรู้จัก Thinking and Behavior Preference หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่า เรารู้จักตนเองไปทำไม ทำไมเราต้องรู้ด้วยว่าเราชอบวิธีการคิดแบบไหน เรามีพฤติกรรมแสดงออกแบบไหนที่เป็นตัวเรา แต่เคยสงสัยมั้ยว่า ทำไมเราอธิบาย Project ชิ้นนึงให้น้อง ๆในทีมฟังแล้วเค้าไม่เข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อออกไปซักที นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราควรรู้จัก Thinking and Behavior Preference ของเราและทีม วิธีการแสดงออกและวิธีการของความคิดของเราส่งผลต่อการทำงานอย่างมากและยังส่งผลต่อการพูดคุยสื่อสารกันในทีม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการที่บริษัทจะมี Performance ที่ดีและ Result ที่ดี

    17/10/2023
  • 4 Immeasureable Qualities โดยท่าน Mingyur Rinpoche

    ‘ถ้ามีคำถามที่ว่า คนที่เกลียดที่สุดคือตัวเราเอง เราจะเจริญเมตตาได้อย่างไร’ เมื่อมีคำถามนี้เกิดขึ้นในขณะที่มีการเรียนเรื่อง The Joy of Living โดยท่าน Mingyur Rinpoche ท่านยิ้มรอให้ถามคำถามให้จบ หลังจากที่พวกเราได้ยินคำถามแล้ว ท่านถึงกล่าวว่า ‘แท้จริงแล้ว ผู้ที่ถามคำถามนี้ก็มีความเมตตาอยู่ในคำถามแล้ว ดังนั้นจะภาวนาแบบอื่นได้น่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก’ อย่างที่สองสำหรับคนที่ยังไม่ได้รักตัวเองอีกให้สำรวจตรวจสอบในแต่ละวันเพื่อหาสิ่งที่เราสามารถนำมาชมตัวเองได้ ไม่ก็จะเป็น การที่ยังหายใจอยู่ การนำสิ่งดีๆให้กับชีวิตหรือ การกระทำอย่างไรบ้างอย่างที่ทำเราตัวเองได้ประโยชน์ เช่น ล้างจาน กับพาตัวเองมางานปฏิบัติธรรมและตั้งคำถามเหล่านี้ ท่าน Mingyur ยังชวนเราคุยต่อว่า ถ้าเรามีเมตตากับตัวเองแล้ว ลองนึกถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคนที่เรารัก เราที่เราเกลียด หรือสรรพสัตว์ทั้งหมดในภพภูมิต่าง ทุกสรรพสัตย์ยอมปรารถนาความสุขและเกลียดทุกข์กันทั้งนั้น การปฏิบัติภาวนาไม่ควรจะเป็นการเอาตัวเองให้พ้นๆ เเละถ้าเป็นการสร้างความทุกข์ให้คนอื่นแบบนี้คงเป็นชาวพุทธที่ไม่มีคุณภาพ ท่านให้เราพิจารณาถึงหลัก 4 Immeasureable Qualities หรือ อัปปมัญญาสี่ ที่มีพื้น ฐานมาจากพรมวิหารสี่ที่เรารู้จักกันดี แต่ข้อแตกต่างคือเป็นการสร้างความรู้สึกแผ่ออกไปไม่มีประมาณให้แก่ทุกสรรพสัตย์โดยประกอบไปด้วยข้อธรรมทั้งสี่ดังนี้ ๑. เมตตา (Love and Kindness) ความรักใคร่ปรารถนที่จะเห็นคนอื่น สัตว์อื่นเป็นสุข การสร้างความรู้สึกมุ่งให้สัตว์เหล่านั้นอยู่อย่างไม่มีเวรไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ประทุษร้ายกัน ให้อยู่ดีมีสุข

    12/10/2023
  • วิธีการประเมินความเชื่อมั่นของพนักงานที่มีต่อองค์กร – How To: Assess Trust in Your Organization

    การสร้างความเชื่อมั่นในองค์กรมีผลทั้งในด้านบุคคลและธุรกิจ ความเชื่อมั่นช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการทำงานทีม, ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง, และเสริมความรับผิดชอบ. การสนับสนุนการสื่อสาร, โปร่งใสในองค์กร, และการให้โอกาสในทีมช่วยสร้างความเชื่อมั่น การวัดและประเมินความเชื่อมั่นเป็นส่วนสำคัญของการบริหารจัดการ, และการลงทุนในการพัฒนาทักษะและความรู้ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในการทำงาน. ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพและสามารถสร้างความสำเร็จในทางธุรกิจได้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สร้างสรรค์และสนับสนุนการทำงานที่มีประสิทธิผลในองค์กรไม่มาจากการดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างมีเหตุผล. การประเมินความเชื่อมั่นภายในองค์กรเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่นำพาสู่การพัฒนาทีมและการปรับปรุงประสิทธิผลขององค์กร 1. กำหนดเป้าหมายและกลุ่มเป้าหมาย การเริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้าร่วมในการประเมินความเชื่อมั่น. คำถามสำคัญคือ “เราต้องการผลลัพธ์อะไรจากการประเมินนี้” และ “กลุ่มใดจะมีผลกระทบมากที่สุดในการสร้างบรรยากาศที่สร้างสรรค์” 2. สำรวจตัวเลือกในการทำแบบสำรวจ การเลือกวิธีการทำแบบสำรวจที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ การใช้แบบสำรวจออนไลน์, สัมภาษณ์, หรือการสำรวจกลุ่มเป้าหมายเป็นต้น ควรพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละวิธีการตามวัตถุประสงค์และลักษณะขององค์กร ในบางกรณีพนักงานบางคนอาจะไม่สะดวกใจในการระบุตัวตนของตนเองลงไปในเเบบประเมินเช่น การใส่ชื่อเต็มหรือรหัสพนักงาน บริษัทจึงควรคำนึงให้ดีว่าการประเมินเเบบไหนต้องมีรายละเอียดของการระบุตัวตนของพนักงานมากน้อยเเค่ไหน เพื่อการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริงในการตอบเเบบประเมินของพนักงาน เช่นการต้องให้คอมเมนต์เกี่ยวกับหัวหน้างานของตนหรือเพื่อนรวมง่าน บางคนอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะระบุตัวตนของตนเอง 3. ระบุรูปแบบและวิธีการทำแบบสำรวจ เลือกวิธีการสร้างแบบสำรวจที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของการประเมิน อาจจะเลือกวิธีการทำเเบบประเมินออนไลน์หรือ การทำเเบบประเมินเเบบสัมภาษณ์ตัวต่อตัวเฉพาะกลุ่มที่สนใจเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ลึกมากขึ้นเเละได้ถามคำถามเพิ่มเติมเมื่อสงสัย บางคนอาจะรู้สึกไม่สบายใจที่จะให้คำตอบที่เป็นความจริง 100% ในการทำเเบบประเมินเเบบสัมภาษณ์ตัวต่อตัว เพื่อเลือกรูปแบบของแบบสอบถามที่ดีที่สุด ควรพิจารณาจำนวนพนักงานเเละระยะเวลาที่ผู้ร่วมสำรวจใช้ในการทำเเบบประเมิน รวมถึงคำถามเเละข้อมูลจุดประสงค์ที่ต้องการทราบ 4. วิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผล ผู้บริหารมีความความจำเป็นที่จะต้องประเมินความเชื่อและความไว้ใจอย่างเป็นครั้งคราวเพื่อเข้าใจภาพรวมที่แม่นยำเกี่ยวกับพนักงาน เนื่องจากว่าความเชื่อมั่นเเละความไว้ใจของพนักงานสามารถเปลี่ยนเเปลงได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานที่ในการทำงาน เช่นผู้บริหารบางท่านอาจะต้องการให้พนักงานทำเเบบประเมินทุกครึ่งปีหรือทุกหนึ่งปี ในทางกลับกันถ้าผู้บริหารต้องการรับรู้ความคิดเห็นของพนักงานที่มีต่อองค์กรเพื่อนำไปปรับปรุงอาจจะให้พนักงานทำเเบบประเมินเป็นรายเดือน 5. ดำเนินการตามผลการประเมิน คำถามที่ใส่ในเเบบประเมินสามารถเป็นได้ทั้งคำถามที่ให้พนักงานตอบคะเเนนเป็น Sclae ช่วยในเรื่องของความรวดเร็วในการทำเเบบประเมิน หรือตอบคำถามเป็นปลายเปิดเพื่อต้องการให้พนักงานใส่ความรู้สึกส่วนตัวของตัวเองลงไปได้

    11/10/2023
  • กลยุทธ์ 3 ข้อสำหรับการให้ Feedback เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดี

    มีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับปัญหาการให้คำติชมที่ไม่ดีทั้งในการส่งและการรับข้อคิดเห็น การให้คำติชมที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ท้าทาย เพื่อให้คนที่รับคำติชมมีความปรารถนาที่จะปรับปรุงตนเองในอนาคต ในหลายกรณี บริบทหรือเวลาที่เกี่ยวข้องกับการให้คำติชมมีความสำคัญเท่าเท่ากับเนื้อหาของคำติชม ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อนร่วมงาน สมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่ไม่รู้จัก การใส่ใจใน “เวลา” สามารถเพิ่มโอกาสที่คนที่ได้รับคำติชมนั้นจะทำตามข้อแนะนำนั้นมากขึ้น กฎสำหรับผู้นำเพื่อปรับปรุงเรื่อง “เวลาในการให้คำติชม” กฎที่ 1 ประเมิน “สถานที่” การเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการให้คำติชมเป็นขั้นตอนที่สำคัญ. การอยู่ในสถานที่ที่สะดวกสบายและเป็นมิตรสามารถช่วยให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง การพิจารณาถึงสถานที่ที่คนมีความสุขและรู้สึกสบายจะช่วยให้คำติชมได้ผลลัพธ์ที่ดี การให้คำติชมในสถานที่ที่ไม่น่าสบายหรือไม่เหมาะสมอาจทำให้ผู้รับ Feedback รู้สึกไม่สบายและไม่ได้รับประโยชน์จากข้อมูล. การเลือกสถานที่ที่ทั้งคุณและผู้รับ Feedback รู้สึกสบายจะช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้, การพิจารณาสถานที่ในที่ทำงานและวัฒนธรรมของทีมก็มีความสำคัญ. สถานที่ทำงานที่สนับสนุนการสนทนาและการร่วมมือมีผลต่อผลการทำงาน. การให้ Feedback ในสภาพแวดล้อมที่เข้ากันดีจะสร้างโอกาสในการพัฒนาและปรับปรุง กล่าวถึงสถานที่ที่ผู้นำเลือกในการให้ Feedback ก็สำคัญ เพราะมีผลต่อความรู้สึกและการรับฟังของทีม สถานที่ที่เหมาะสมจะสร้างการสนทนาที่บรรเทาและสร้างสรรค์ กฎที่ 2 รีวิวให้คำติชมในเวลาจริง การให้คำแนะนำ คำติชม ควรเป็นการสนทนาตลอดเวลา แทนที่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปีหรือทุกครึ่งปี ผมได้พูดคุยกับหัวหน้าหลายท่านที่มีความยากลำบากในการเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินประจำปี เพราะพวกเขาต้องถอยกลับไปในระยะเวลากว่า 365 วันเพื่อรวบรวมรายการสิ่งที่ลูกน้องดีและสิ่งที่ไม่ดีสำหรับแต่ละคนในทีมของเขา หัวหน้าเหล่านั้นหวังว่าเขาจะเก็บบันทึกข้อคิดเห็นไว้ดีขึ้นและมีตัวอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น – ความจำของเรามักไม่มีที่พอที่จะรวมข้อมูลที่ชัดเจนหลังจากผ่านไปเวลานาน จะดีกว่ามั้ยถ้าเราสามารถมีสนทนาเรื่องข้อคิดเห็น คำติชม ของเราได้ในเวลาที่เหมาะสม

    11/10/2023
  • 4 เหตุผลที่พนักงานทำงานได้ไม่ดี

    ไม่ว่าเราจะมีความสามารถมากแค่ไหนเราก็ไม่สามารถรับประกันว่าเราจะสามารถทำผลงานที่ดีที่สุดได้เสมอ หลักแห่งศักยภาพมนุษย์ได้แสดงให้เห็นว่าความสามารถโดยรวมของแต่ละบุคคลไม่สามารถเข้าใจได้อย่างแน่นอน ยกเว้นถ้าเราพิจารณาองค์ประกอบทางอารมณ์ ความชอบ และลักษณะนิสัยของพวกเขาด้วย ไม่ว่าคุณจะฉลาด มีความรู้ และมีประสบการณ์มากเพียงใด ก็จะยังมีความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คุณทำได้กับสิ่งที่คุณทำตามปกติ  หนึ่งในเหตุผลที่การสรรหาบุคคลที่มีความสามารถไม่เป็นไปตามที่บริษัทต้องการคือเมื่อนายจ้างให้ความสำคัญกับศักยภาพของผู้สมัครมากเกินไป หรือความสามารถที่ดีที่สุดที่พนักงานสามารถทำได้หากมีแรงจูงใจที่จะทำให้ดีที่สุด — นายจ้างมักจะลืมไปว่าผลลัพธ์ที่สำคัญที่เขาควรคำนึงถึงคือสิ่งที่พนักงานจะทำได้จริงเมื่อพวกเขาได้งานแล้ว โดยเฉพาะประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไป  หากคุณคิดว่าคุณมีประสิทธิภาพในที่ทำงานต่ำเกินไป คุณอาจคิดถูก เนื่องจากมีเพียงไม่กี่คนที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่และมีแรงบันดาลใจ 100% ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ในความเป็นจริง แม้ว่าคุณจะคิดว่าคุณกำลังทำงานอย่างเต็มความสามารถ แต่คุณอาจคิดผิด เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วจะมีการเข้าใจผิดกันเล็กน้อยระหว่างสิ่งที่ผู้คนคิดเกี่ยวกับพรสวรรค์,ผลงานของพวกเขา กับวิธีที่พวกเขาทำได้จริง ในความเป็นจริง มีหลายกรณีพนักงานที่มีผลงานดีประเมินผลงานของตนเองอย่างมีรุนแรง ในขณะที่พนักงานที่มีผลงานไม่ดีคิดว่าตนมีส่วนช่วยเหลือบริษัทได้อย่างดีเยี่ยม การตระหนักรู้ในตนเองจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของผู้ที่มีความสามารถ  เป็นความจริงว่าส่วนใหญ่ของคนไม่มีความกระตือรือร้นในการพยายามทำงานดีที่สุดหลังจากที่พวกเขาทำงานมานานกว่า 6 เดือน ซึ่งเรียกว่าช่วงฮันนีมูน แม้ว่าสาเหตุอาจมีหลายประการ แต่ต่อไปนี้คือสาเหตุทั่วไป 4 อย่างที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานต่ำและวิธีแก้ไข:  1. ไม่เหมาะสมกับองค์กร ผู้มีความสามารถส่วนใหญ่จะทำงานได้ดีในองค์กรที่เหมาะสม ซึ่งอธิบายว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงทำงานได้ดีในบางงาน บางวัฒนธรรม และบางบริบท  นักจิตวิทยาองค์กรเรียกสิ่งนี้ว่า “บุคคลที่เหมาะสม” โดยวัดจากทัศนคติ ค่านิยม ความสามารถ ลักษณะนิสัย และลักษณะของงาน บทบาท และองค์กรในอีกด้านหนึ่ง   ปัญหาคือแม้ว่าองค์กรจะประเมินผลผู้สมัครมาอย่างดีเเล้ว พวกเขามักจะประเมินบทบาทหน้าที่ของงานได้ไม่ดีเท่า โดยเฉพาะวัฒนธรรมของตนเอง นี่คือเหตุผลว่าทำไมองค์กรจำนวนมากจึงมองว่าตนเองมีความครอบคลุม

    03/10/2023
  • Innerverse นักเดินทางภายใน เสถียรธรรมสถาน

    ก่อนจะรักคนอื่น ให้รู้จักรักตัวเอง และก่อนจะรักตัวเอง ให้รู้จักตัวเองก่อน เราเริ่มชวนน้องคุยโดยให้น้องๆ ทุกคนลองประเมินรูปแบบทางความคิดที่เราถนัด (Thinking Preference) เพื่อเริ่ม Dialogue ในเรื่องของการตระหนักรู้ (Self-Awareness) ของตัวเราซึ่งเมื่อเริ่มเข้าใจตัวเองแล้ว การเปิดใจรู้จักผู้อื่นทำได้ไม่ยาก การใช้แบบประเมินใดๆ กับเด็กเป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก จำได้ว่าเมื่อตอนที่คุยกับคุณยายในเรื่องของการใช้แบบประเมินในเด็ก มีคุณครูท่านหนึ่งที่ร่วมประชุมด้วยกันได้เล่าให้คุณยายฟังถึงลักษณะจำเพาะของลูกตัวเองตามผลของการประเมิน คุณครู (คุณแม่ของเด็ก) ก็รู้สึกอินกับศาสตร์ที่เรียนมา หลังจากที่อธิบายมาได้สักพักใหญ่ คุณยายก็กล่าวว่า ‘หยุดเอาป้าย Sticker มาแปะหลานชั้นได้แล้ว ให้เขาเป็นในแบบของเขาเอง อย่าไปบอกเขาว่าต้องเป็นอะไร คิดอย่างไร ต้องทำอะไร’ ก็เลยเป็นที่มาของ Presentation ที่พูดให้กับน้องๆในห้องว่า ‘เราไม่ใช่นำ้โซดา อย่าให้ใครเอาป้ายมาแปะเราว่าเราเป็นรสอะไร’ ถ้าน้องมี Growth Mindset น้องทำได้ทุกอย่าง แต่การสร้างความเข้าใจตัวเองในรูปแบบความคิดของตัวเองจะทำให้เรามองความต่างอย่างสร้างสรรค์ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทุกคนได้เห็นรูปแบบทางความคิดที่หลากหลายจากน้องๆ จนทำให้น้องๆเห็นว่าเราไม่เห็นจำเป็นต้องเหมือนใคร เรามีดีในแบบของเราเอง ลองนึกถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่ยัดเยียดความคาดหวังให้กับลูกว่าจะต้องเป็นแบบฉัน คิดแบบฉัน เด็กจะรู้สึกกดดันแค่ไหน รู้จักตนเองเพื่อที่จะรักตนเอง เมื่อรู้จักตนเองกันเรียบร้อยแล้วก็รู้สึก Surprise มากว่าน้องๆ Get concept เรื่องความตระหนักรู้ได้เร็วมากและสามารถเห็นความแตกต่างในเรื่องรูปแบบการคิดของตนเองและจากกิจกรรมกลุ่ม จนมาถึงกิจกรรมที่ให้น้องๆ ได้เขียนถึงจุดแข็งของตัวเองและสิ่งที่ภูมิใจในตัวเองซึ่งน้องๆทำได้ดีมากและมีความใสๆในแบบฉบับของตัวเอง

    29/08/2023
  • พลังที่ยิ่งใหญ่ มาด้วยความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ (With great power comes great responsibility)

    ‘With great power comes great responsibility’ Spider-Man บางทีก็ถึงเวลาที่มนุษย์ในสำนักงานอาจขอความสนใจและความสุขจาก “Spider-Man” ในชื่อโครงการ “Sati Space” เพื่อช่วยให้หายห่วงจากความเครียดที่กลุ่มคนในสำนักงานต้องเผชิญหน้ากับความสำเร็จภายนอก ซึ่งอาจมีงานดีๆ และเงินเดือนที่ดี แต่เชื่อมั่นว่าความเป็นจริงคือพนักงานในสำนักงานเป็นคนที่ต้องพิจารณาซ่อนความทุกข์ไว้และไม่กล้าบ่นเสียง ถ้าพูดมากจะถูกพิจารณาว่าขี้บ่น และอาจต้องพบกับ HR เมื่อออกอาการ โครงการ “Sati Space” เป็นการบุกเข้าสู่สำนักงานใกล้บ้านเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยมด้วยธรรมะและกิจกรรมให้กับพนักงานในสำนักงาน อาจมีการนั่งมองท้องฟ้า โยคะ ภาวนา และ Emphatic Listening เพื่อให้พนักงานสามารถนำเอาธรรมะไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยเปิดโอกาสให้ผู้คนที่หลากหลายสามารถสัมผัสและลองตระหนักถึงความสุขแห่งธรรม และคิดให้เอาเองว่าจะนำไปประยุกต์ในประสบการณ์แต่ละวัน โครงการนี้เกิดขึ้นจากดำริของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ที่มีความห่วงใยต่อกลุ่มคนที่มีความทุกข์แต่ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ทางสวนโมกข์กรุงเทพเล็งเห็นอุดมการณ์ที่เกิดขึ้น ‘หนึ่งในกลุ่มคนที่มีความทุกข์มาก แต่ยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงหรือเข้าไปช่วยเท่าไร ก็คือพวกพนักงาน Office มีโอกาสก็ไปช่วยเขาหน่อยนะ’ ทางสวนโมกข์มีภาคีทางธรรมะที่หลากหลาย และมีอุดมการณ์เดียวกันคือการนำเอาธรรมะที่เข้าไปสู่ใน Lifestyle ของกลุ่มนี้ เพราะเรามี Painpoint เดียวกันนั้นคือความ’ทุกข์’ การนำเสนอธรรมะไม่ควรที่จะถูกปิดกั้น แต่ควรจะถูกเปิดใจให้ผู้คนที่หลากหลายได้ลองลิ้มลองรสชาติแห่งธรรม แล้วคิดต่อเอาเองว่าจะทำอย่างต่อประสบการณ์ตรง (Experience)

    07/08/2023
  • 8 Key Insights 13 Things Mentally Storng People Don’t Do

    “13 Things Mentally Strong People Don’t Do” หนังสือที่เขียนโดย Amy Morin ในปี หนังสือที่เสนอข้อคิดเกี่ยวกับความแข็งแกร่งทางจิตให้กับผู้อ่าน โดยเน้นไปที่พฤติกรรมและทัศนคติที่ต้องการที่จะละเว้นหรือหลีกเลี่ยงเพื่อให้มีความแข็งแกร่งทางจิตใจอย่างยั่งยืน และนี่คือ 13 ข้อที่คนเข้มแข็งเลือกที่จะ “ไม่ทำ” ที่จะช่วยให้คุณพัฒนาและเพิ่มความเข้มแข็งทางจิตในชีวิตประจำวันของคุณได้ 13 Things Mentally Storng People Don’t Do 1. ไม่เสียใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ – คนที่เข้มแข็งจะรู้สึกถึงความสำคัญของความคิดที่สำคัญและเรียนรู้การปล่อยให้ความคิดที่ไม่สำคัญผ่านไปโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ 2. ไม่กังวลเกินไปเกี่ยวกับความคิดของผู้อื่น – คนที่เข้มแข็งจะไม่อยากควบคุมหรือกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้อื่นมากจนเกินไป และให้ความสำคัญกับและเคารพในความเชื่อและความคิดที่เห็นต่างจากตัวเอง 3. ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง – คนที่เข้มแข็งจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง มีความยืดหยุ่นในการเผชิญกับสถานการณ์ใหม่และพร้อมที่จะปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ใหม่ๆ ได้ 4. ไม่โฟกัสกับสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ – ไม่ใช้เวลาและ Energy ไปกับการกังวลกับสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ต้องยอมรับว่ามีบางอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ 5. ไม่เสียเวลาแย่งชิงกับผู้อื่น – คนที่เข้มแข็งจะไม่เสียเวลาไปกับการแข่งขันที่ต้องการเอาชนะ แต่ให้ความสำคัญไปกับการให้ความร่วมมือและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น 6. ไม่กลัวความเสี่ยงที่ประเมินได้

    22/06/2023
  • Key Highlights บทสัมภาษณ์ เคน นครินทร์ THE STANDARD จากงาน Director Brief: The Invisible Leader for Sustainable Growth

    เมื่อทราบว่าคุณเคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO&Editor-in-Chief, THE STANDARD ได้เขียนหนังสือเล่มใหม่ประกอบกับ คุณกุลเวช เจนวัฒนวิทย์ CEO, Thai Institute of Directors (IOD) อยากจะทำ Content ให้กับทาง Community of Practice – Business Transformation and Leadership ที่มี ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ Founder&CEO, ADGES เป็น Community Lead อยู่ จึงถือเป็นโอกาสที่จะได้พูดคุยกับคุณเคน THE STANDARD และที่มาของหนังสือใหม่ในรอบ 8 ปี ที่คุณเคนตั้งใจเขียนจากประสบการณ์สัมภาษณ์ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ นักการเมือง และบุคคลที่น่าสนใจมากว่า 1,000 คน ผ่านรายการ The Secret Sauce สอดแทรกกับบทเรียนจริง ประสบการณ์ตรงจากบทบาทการเป็นผู้นำในองค์กรสื่ออย่าง THE STANDARD

    30/05/2023
  • 8 Key Insight Mindful Relationship Habits

    หนังสือ Mindful Relationship Habits โดย S.J. Scott และ Barrie Davenport หนังสือที่แชร์เคล็ดลับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่กัน เป็นการปลูกฝังให้สร้างนิสัยและสติเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นและยาวนานอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เป็นวิธีที่ถูกออกแบบให้ทำตามง่ายและฝึกฝนได้ทุกวัน 8 Key insights Mindful Relationship Habits S.J. Scott & Barrie Davenport 1. ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ (Your relationship should be a priority) ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ ความสัมพันธ์ของคุณควรเป็นสิ่งสําคัญเป็นอันดับแรก ควรใส่ใจและทุ่มเทเวลาเพื่อให้ความสัมพันธ์ของคุณเติบโต 2. มุ่งมั่นใช้ชีวิตอย่างมีสติเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของคุณ (Commit to a life of mindfulness) การจะพัฒนาความสัมพันธ์ก็ต้องฝึกการเจริญสติทุกวันเป็นตัวช่วย ถึงจะต้องอาศัยความพยายามอย่างหนัก แต่มั่นใจว่าคุณจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า 3. ไม่ควรระบายความหงุดหงิดไปให้ผู้อื่น (Don’t transfer your frustrations to your partner)

    18/05/2023
  • To Improve Your Team, First Work on Yourself

    ก่อนจะปรับปรุงทีมของคุณ… เริ่มจากเปลี่ยนตัวเองเสียก่อน “ทีม” มักประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความชอบ ทักษะ ประสบการณ์ มุมมอง และอุปนิสัยที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องปกติหากจะมีปัญหาภายในทีม เพราะความแตกต่างอาจส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานร่วมกันได้ หากคุณกำลังต้องการอยากจะพัฒนาทีมของคุณ อยากให้ลองเรียนรู้ความสามารถพื้นฐาน 3 ประการ ดังนี้ 1. การตระหนักรู้ตนเองจากภายใน (Internal Self-awareness) การตระหนักรู้ตนเองจากภายใน เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจความรู้สึก ความเชื่อ และค่านิยม ซึ่งคือการเล่าเรื่องภายในใจ เมื่อเราไม่เข้าใจตัวเอง เรามักจะยอมจำนนต่ออคติที่เชื่อว่าความผิดพลาดของตัวเองเล็กน้อยกว่าของคนอื่น (Fundamental Attribution Error) โดยเชื่อว่าพฤติกรรมของผู้อื่นเป็นผลมาจากลักษณะนิสัยเชิงลบ เช่น “เขามาสายเพราะเขาไม่มีความรับผิดชอบ” และเชื่อว่าพฤติกรรมของตัวเองเกิดจากสถานการณ์ภายนอก เช่น “ฉันมาสายเพราะรถติด” เราสามารถเรียนรู้การตระหนักรู้ตนเองจากภายในได้ เริ่มต้นจากคุณในฐานะผู้นำหรือเพื่อนร่วมทีม ลองตั้งคำถามและคิดทบทวน ไตร่ตรอง พิจารณาการตอบสนองของคุณ เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ที่ท้าทายหรือเต็มไปด้วยการใช้อารมณ์ 2. การตระหนักรู้ตนเองจากภายนอก (External self-awareness) การตระหนักรู้ตนเองจากภายนอก เกี่ยวข้องกับการเข้าใจว่า “คำพูดและการกระทำของเราส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร” ผู้นำและเพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่ที่เราทำงานด้วยไม่รู้ว่าพฤติกรรมของพวกเขาส่งผลกระทบต่อเพื่อนร่วมงานอย่างไร ส่งผลให้มันกลายเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะรับรู้และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่ทำให้พวกเขากลายเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดี ตลอดจนระบุและแก้ไขพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อทีม หากไม่มีความเข้าใจนี้ พวกเขาจะไม่สามารถปรับปรุงได้ วิธีหนึ่งในการเริ่มสร้างการตระหนักรู้ตนเองจากภายนอก คือ

    16/05/2023
  • 9 Reasons to Enroll in an Organizational Leadership Course

    หลักสูตรผู้นำองค์กรคืออะไร? หลักสูตรสำหรับผู้นำองค์กรเป็นโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้นำที่มีประสบการณ์ได้เพิ่มทักษะในการเป็นผู้นำและประสบความสำเร็จในการนำทางองค์กร หลักสูตรประเภทนี้เหมาะสำหรับมืออาชีพที่มีประสบการณ์การนำทีมและผู้ประกอบการที่ธุรกิจกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโต ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้นั้นสามารถให้ได้มากกว่าทักษะความเป็นผู้นำขั้นพื้นฐานเพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ หลักสูตรผู้นำองค์กรมีหลายรูปแบบ เช่น แบบออนไลน์ แบบตัวต่อตัว และแบบผสม ซึ่งแต่ละแบบจะมีเนื้อหา ผู้สอน และลักษณะการเรียนรู้แตกต่างกันไป 9 เหตุผล ที่ควรลงทุนในหลักสูตรผู้นำองค์กร 1. สามารถขยายขอบเขตความเป็นผู้นำได้ หากเป็นหัวหน้าทีมที่มีประสบการณ์ เป็นไปได้ว่ามีทักษะความเป็นผู้นำขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว การเรียนหลักสูตรสำหรับผู้นำองค์กรจะช่วยพัฒนารูปแบบความเป็นผู้นำ ช่วยจัดการปัจจัยหรือเงื่อนไขที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานของทีม ช่วยให้ข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเครียดที่อาจมาพร้อมกับการเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเป็นผู้นำใหม่ๆ เช่น การเป็นผู้นำหลายๆ ทีม ผู้นำทีมระดับโลก หรือผู้นำองค์กร จำเป็นต้องมีทักษะใหม่ๆ “หลักสูตรผู้นำองค์กรสามารถสร้างเสริมความรู้ที่มีอยู่เพื่อช่วยให้เตรียมพร้อมสำหรับขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้น เช่น จำนวนคน จำนวนทีม หรือแผนกที่มากขึ้น และขอบเขตความรับผิดชอบที่หลากหลายขึ้น” ตัวอย่างเช่น หลักสูตร Leadership Principles ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะพื้นฐานในการเป็นผู้นำ และหลักสูตร Organizational Leadership จะช่วยเตรียมให้ผู้นำที่มีประสบการณ์พร้อมรับมือความท้าทายในอนาคต 2. สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายของผู้นำองค์กรอื่นๆ แม้ว่าหลักสูตรผู้นำองค์กรจะไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเหมือนกัน แต่บางหลักสูตรก็เสนอโอกาสที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังหลักสูตร “ตัวอย่างเช่น ผู้เรียน

    09/05/2023
  • 8 Key insights วิธีพูดกับทุกคน ในทุกสถานการณ์ (How to Talk to Anyone)

    by Leil Lowndes หนังสือ How to Talk to Anyone โดย Leil Lowndes หนังสือที่รวบรวมเทคนิคที่จะช่วยให้คุณเปล่งประกายทุกครั้งไม่ว่าจะพูดกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ตาม “เคยไหมที่คุณรู้สึกชื่นชมคนเก่งที่พูดคุยได้อย่างมั่นใจ เวลาพรีเซ้นหน้าห้องหรือสามารถชวนผู้อื่นพูดคุยได้อย่างไม่มีเคอะเขิน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นที่แปลกใจที่จะมีแต่ผู้อื่นรายล้อมตัวพวกเขา” แต่เมื่อเขาทำได้ คุณก็สามารถทำได้เช่นกัน หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้คนเริ่มอยากเข้ามาคุยกับคุณ ทำให้คุณแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคนหนาแน่นที่กำลังคุยกันอยู่ได้อย่างไร และทำให้คุณดูเป็นคนรอบรู้ในสายตาคนอื่นได้อย่างไร วิธีทำให้คนที่เพิ่งพบเป็นครั้งแรกรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนเก่าแก่ตั้งแต่แรกพบ และกลเม็ดอื่นๆ อีกมากมาย ทริคเล็กๆ ที่ไม่ลับที่อาจเปลี่ยนคุณเป็นอีกคนเพียงเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ 8 Key insights วิธีพูดกับทุกคน ในทุกสถานการณ์ 1. พัฒนาคำพูดใหม่ๆ อยู่เสมอ  ผู้คนให้ความสนใจกับสิ่งที่คุณพูด และหากคุณใช้คำเดิมๆ อยู่เสมอ พวกเขาจะเริ่มไม่สนใจฟังสิ่งที่คุณพูด ค้นหาคำศัพท์ทั่วไปที่คุณใช้ทุกวันและหมั่นปรับปรุงการพูดของคุณ. 2. ทำไมเราต้องคุยกับใครต่อใคร การเริ่มต้นการสนทนาเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการขายไอเดียของคุณ เมื่อคุณรู้ว่าควรพูดอะไรในเวลาที่เหมาะสม ผู้คนจะยินดีรับฟังคุณมากขึ้น 3. พูดอย่างไรให้ถูกต้อง คุณไม่จำเป็นต้องดู Smart ทุกครั้งเมื่อคุณพูด ความแตกต่างระหว่างการพยายามทำให้ดู

    27/04/2023
  • Driving high technology with talented people – ARV’s Story

    จาก Company Visit ครั้งที่ 2 กับการเสวนาในหัวข้อ “Enable High Impact Technology- ARV Now” โดย คุณสินธู ศตวิริยะ Head of Ventures and Commercial คุณณภาภัช หงสประภาส Head of People & Operations และคุณปฏิญญา อมรรัตนานนท์ Head of Technology จาก บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ ARV ดำเนินการเสวนาโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO, ADGES ใบบทความนี้ ADGES จะขอเล่าเรื่องราว ว่าการทำงานในแบบของ ARV นั้นเป็นอย่างไรและทำไม ARV จึงเป็น Opportunity

    25/04/2023
  • The ‘WHY’ of Tech Startup in the Large Corporations – Opportunity or Limitation

    จาก Company Visit ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นโดยทางสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ร่วมกับ บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ ARV ADGES ขอมาแบ่งปันเรื่องราวที่ได้จากการเสวนาในหัวข้อ The ‘WHY’ of Tech Startup in the Large Corporations – Opportunity or Limitation โดย ดร.ธนา สราญเวทย์พันธุ์ General Manager, AI and Robotics Ventures (ARV) คุณอรนุช เลิศสุวรรณกิจ CEO & Co-Founder, Techsauce Media Co., Ltd. และดำเนินการเสวนาโดย ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ CEO, ADGES

    21/04/2023
  • 6 พฤติกรรม ทำลายศักยภาพในการเป็น ‘ผู้นำ’

    เราใช้เวลาอย่างมากเพื่อสอนสิ่งที่ผู้นำควรทำ แต่ไม่เคยสอนในสิ่งที่พวกเขาไม่ควรทำ – Peter Drucker หากเราลองค้นคว้าเกี่ยวกับความเป็นผู้นำ บทความส่วนใหญ่จะแนะนำเฉพาะเรื่องราวของพฤติกรรมที่ควรทำ หรือแนวคิดที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้ฝึกอบรมแนะนำให้เราปฏิบัติ แต่เมื่อลองพิจารณาให้ดีจะพบว่างานเขียนส่วนมากมุ่งเน้นไปที่การบอกให้เราอยู่ห่างจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจส่งผลต่อทีม 6 พฤติกรรม ที่เป็นตัวทำลายศักยภาพในการเป็นผู้นำรวมถึงเคล็ดลับในการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ 1. การบริหารงานแบบจู้จี้จุกจีกจับผิดและตรวจสอบรายละเอียดทุกอย่างทุกขั้นตอน (Micromanaging) การเป็นผู้นำที่เอาใจใส่เป็นเรื่องดี แต่หากคุณมองหาข้อผิดพลาดทุกจุด คุมเข้มพนักงานทุกเรื่องมากเกินไป หรือมีแนวคิดว่า “หากไม่บอกพนักงานว่าต้องทำอย่างไร งานจะออกมาไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง” พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลในทางตรงข้ามได้ ซึ่งการเป็นผู้นำในลักษณะนี้ ส่งผลกระทบต่อกำลังใจ ความรู้สึกของพนักงาน และอัตราการ Turnover รวมถึงเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจทำได้โดยอาศัยการ Coaching หรือเปิดรับข้อเสนอแนะจากพนักงาน 2. วิจารณ์พนักงานในที่สาธารณะ พฤติกรรมนี้คือการกระทำที่เป็นพิษต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างแท้จริง นอกจากมันจะส่งผลต่อกำลังใจของพนักงานแล้ว สมาชิกในทีมหรือผู้นำคนอื่นๆ จะมองคุณไม่ดีอีกด้วย ทางแก้ที่ง่ายที่สุดคือ รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองถึงแม้ว่าพนักงานจะทำผิดพลาดจริงก็ตาม จากนั้นจึงเรียกพวกเขามาพูดคุยเป็นการส่วนตัวในภายหลัง 3. ไม่เปิดเผยข้อมูลบริษัทหรือข้อมูลประสิทธิภาพของทีม คุณอาจคิดว่าพนักงานส่วนใหญ่ไม่สนใจภาพรวม แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงทุกคนล้วนแต่สนใจว่างานที่พวกเขาทำนั้นช่วยสนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับทีมหรือผลประโยชน์ของบริษัทอย่างไร ผู้นำบางคนไม่ชอบบอกผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของพวกเขาโดยให้เหตุผลว่า “เพื่อให้พนักงานมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า” หรือ “พวกเขาไม่เข้าใจสถิติหรือตัวชี้วัดเหล่านี้หรอก” นอกจากนี้ผู้นำบางรายยังคิดว่าการที่พวกเขาเลี่ยงการบอกผลลัพธ์เชิงลบกับพนักงานก็เพื่อให้ทีมมีประสิทธิภาพที่ดีต่อไป แต่จริงๆ แล้วผู้คนจะทำงานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อพวกเขารู้ว่างานที่ทำส่งผลอย่างไรต่อภาพรวมหรือบริษัท ถึงแม้ว่าผลนั้นจะออกมาในเชิงลบก็ตาม ยิ่งคุณปิดบังผลลัพธ์มากเท่าไร พนักงานก็ยิ่งเกิดความไม่มั่นใจมากขึ้น 4.

    20/04/2023
  • 5 วิธีง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นผู้ฟังและผู้นำที่ดีกว่าเดิม

    ในโลกของการทำงาน เราต่างต้องเจอกับคำถามและการพูดคุยที่สำคัญตลอดเวลา โดยเฉพาะสำหรับผู้นำที่ต้องรับฟังและแสดงความเห็นต่อสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ นอกจากนี้การเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยให้เราเป็นผู้พูดที่แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน หากเราต้องการให้คนอื่นเข้าใจสิ่งที่เราต้องการ ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดและไม่ได้พูดเช่นกัน 5 วิธีง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นผู้ฟังและผู้นำที่ดีกว่าเดิม 1. ใช้กฎ 80/20 เมื่อต้องสนทนากับใครสักคน ให้พวกเขาเป็นฝ่ายพูด 80% และคุณพูดอีก 20% ไม่จำเป็นต้องพยายามแก้ปัญหาของพวกเขาในระหว่างการพูดคุยครั้งนี้ แต่ให้เน้นไปที่การตั้งคำถาม โดยเฉพาะคำถามที่คุณยังไม่รู้คำตอบ 2. อย่ากลัวความเงียบ บางครั้งคุณอาจจะคิดคำถามไม่ออกในทันทีเพราะยังไม่สามารถจับประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการสื่อสารได้ อย่ากลัวที่จะเงียบและเว้นช่องว่างเล็กน้อยเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้มีเวลาคิดทบทวน จากนั้นข้อมูลที่คุณประมวลผลแล้วจะไหลลื่นออกมาอย่างเป็นธรรมชาติด้วยตัวมันเอง 3. กำจัดสิ่งรบกวน ปิดโทรศัพท์มือถือระหว่างการสนทนา หรือลองหลับตาเมื่อต้องพูดคุยผ่านโทรศัพท์กับใครสักคน เพราะแค่การแจ้งเตือนอีเมล์หรือโซเชียลมีเดียแสดงขึ้นมา ก็อาจทำให้คุณพลาดประเด็นสำคัญบางอย่างได้ 4. ตั้งคำถาม บางครั้งการเตรียมคำถามล่วงหน้าอาจทำให้คุณพลาดสิ่งที่ผู้พูดต้องการนำเสนอ เพราะมัวแต่จดจ่อกับคำตอบที่เตรียมมามากจนเกินไป แต่การตั้งคำถามก็เป็นสิ่งสำคัญในการพูดคุยและเป็นความสามารถของผู้นำที่ดี ดังนั้นลองเตรียมคำถามไว้คร่าวๆ จากนั้นให้ตั้งใจฟังสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามพูดออกมา หากมีคำถามเพิ่มเติมค่อยถามระหว่างการพูดคุย วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี 5. พูดให้น้อย ฟังให้มาก เมื่อเราอยู่ในระหว่างการสนทนากับคนอื่น บางครั้งคุณอาจคิดและคุยกับตัวเองในหัว รวมถึงพูดมันออกมาทันที แต่อันที่จริงแล้วคุณควรตั้งใจฟังคู่สนทนา หากสงสัยและเกิดคำถามให้จดคีย์เวิร์ดที่ต้องการถามเอาไว้ก่อน เพื่อหาจังหวะในการเรียบเรียงประโยคที่ดีที่สุดก่อนพูดมันออกมา ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียโอกาสในการถาม ตราบใดที่คุณยังอยู่ในการสนทนา โอกาสมักมีอยู่เสมอ

    20/04/2023
  • From Resistance to Receptivity- Predicting Feedback Resistance

    ลองจินตนาการว่าคุณกำลังให้ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะระหว่างซักถาม แล้วหัวหน้าของคุณก็เงียบไปในทันที ซึ่งคุณก็หวังว่าคุณจะสามารถคาดเดาเหตุการณ์เหล่านี้ล่วงหน้าได้ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ Feedback Resistance นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้วยข้อมูลบุคลิกภาพของ Hogan ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงได้ เพื่อพัฒนาผู้นำที่มี Feedback Resistance ให้เปลี่ยนเป็นการยอมรับ จากการทำความเข้าใจลักษณะนิสัยที่อาจส่งผลให้ผู้นำเกิด Feedback Resistance พวกเขาจะสามารถชี้นำการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ส่งเสริมพลังในเชิงบวก ผ่านการช่วยผู้นำปลูกฝังกลยุทธ์ในการตระหนักถึงตนเอง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน  โดยในบทความนี้ เราจะกล่าวถึง Feedback Resistance และข้อเสนอแนะ 5 ประเภท โดย การต่อต้านที่ไม่เป็นมิตร (Hostile) การต่อต้านแบบเชิงรับ (Defensive) การต่อต้านแบบเย่อหยิ่ง (Arrogant) และการต่อต้านแบบเพิกเฉย (Indifferent) ล้วนมีแนวโน้มที่เกิดจากลักษณะของปัจเจกบุคคล และประเภทสุดท้าย การต่อต้านเชิงวัฒนธรรม (Cultural) กลับเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมขององค์กร เป็นไปได้ว่าการต่อต้านแบบเชิงรับเกิดจากความเชื่อแง่ลบเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือ วัตถุประสงค์ หรือประโยชน์ของการพัฒนา และอาจแสดงออกในรูปแบบของการไม่ยอมรับในตนเอง ความวิตกกังวล หรือความสงสัยในตนเอง ขอยกบทความ “From Resistance to Receptivity: Predicting

    10/04/2023
  • อยากประสบความสำเร็จเหมือนมหาเศรษฐีชื่อดังระดับโลกต้องมี 9 ข้อนี้

    จากคำบอกเล่าของโค้ชที่เคยร่วมงานกับมหาเศรษฐีชื่อดัง พวกเขาพบว่าลักษณะนิสัยบางอย่างนั้นเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามีอยู่ 9 ข้อ ดังนี้: 1. แรงขับเคลื่อน (Drive) ไม่เป็นที่แปลกใจว่าหนึ่งในสิ่งที่จะทำนายการกลายเป็นเศรษฐีได้ คือ ความต้องการที่จะร่ำรวยมหาศาลจริงๆ ความเข้าใจในการมองความแตกต่างของโลกและมนุษย์ ที่แตกต่างออกไปเมื่อเทียบกับนักธุรกิจอื่นๆ ซึ่งมีความมุ่งมั่นและมีความคิดที่ยิ่งใหญ่ อีกทั้งยังมีความสามารถในการจินตนาการถึงความเป็นไปได้และความสำเร็จในอนาคต พวกเขามุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ต้องการทำให้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่าในโลกแห่งความเป็นจริงมีสิ่งที่บ่งชี้ว่ายิ่งความหลงใหลมีความรุนแรงมากเท่าไหร่ ก็มักจะมาพร้อมกับต้นทุนในชีวิตที่สูงเช่นกัน ดังนั้นจงระวังในสิ่งที่คุณต้องการ 2. ความมุ่งมั่น (Determination) เหล่ามหาเศรษฐีจะไม่มีความแปลกใจที่จะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ เมื่อเผชิญกับวิกฤตและความพ่ายแพ้ โดยจะลงมือทำและก้าวต่อไป ไม่จมอยู่กับการสงสารตัวเองและความรู้สึกหดหู่ ทั้งยังรู้ว่าความสำเร็จไม่ได้มาในชั่วข้ามคืน พวกเขาจึงมีเป้าหมายระยะยาว 3. ทักษะด้านการจัดการคน (People Skills) “มหาเศรษฐีส่วนใหญ่ ตระหนักดีว่าการเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้โดยลำพัง” ด้วยทักษะด้านการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนี้ จึงมีความสามารถพิเศษในการโน้มน้าวใจผู้อื่นให้ทำตามความต้องการของตนเอง มากไปกว่านั้น พวกเขาจะไม่อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์ในด้านลบและจะพยายามหาทางแก้ไขอุปสรรคที่อยู่ตรงหน้าเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคที่เกิดขึ้น 4. ความไม่โอนอ่อนต่อกระแสสังคม (Nonconformity) มักจะเป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นโอกาสที่ไม่มีใครมองเห็น หากคุณมีแนวคิดเหมือนกันกับคนอื่นๆ ในขณะที่คนอื่นใช้เวลาและพลังงานในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น เหล่ามหาเศรษฐีจะสร้างเส้นทางของตัวเอง การต่อต้านแนวคิดความคิดเห็นต่างๆ นั้นไม่ใช่ปัญหา ในความเป็นจริงแล้ว หลายคนสนุกกับการสวนกระแสด้วยซ้ำ บางคนถึงกับรู้สึกอึดอัดเมื่อสงสัยว่าตัวเองกำลังเดินไปตามแนวคิดกระแสหลักมากไป 5. ความมั่นใจในตนเอง (Self-Confidence)

    10/04/2023
  • 8 Key Insight เริ่มจากคำว่า “ไม่” (Start with NO)

    By Jim Camp “การเจรจาเป็นเรื่องของข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองฝ่ายหรือมากกว่าและทุกฝ่ายมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ” วิธีที่ดีที่สุดในการเจรจาต่อรอง จุดอ่อนในการเจรจา 8 บทเรียนจาก Start with NO เริ่มจากคำว่า “ไม่” By Jim Camp 1. รู้เป้าหมายของตนเอง คนส่วนมากมีเป้าหมายในการเจรจาที่ไม่ชัดเจน แต่ที่จริงแล้วผลลัพธ์จริงสุดท้ายแล้วก็คือการมีข้อตกลงที่ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนนั่นเอง การทำให้เป้าหมายที่ชัดเจนของคุณเป็นส่วนหนึ่งของวาระประชุมหรือการเจรจา จะช่วยให้คุณควบคุมการเจรจาและบรรลุผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ 2. การยอมรับและเห็นคุณค่าในตนเอง การเห็นคุณค่าในตนเองจะทำให้คุณมีความมั่นใจแม้ในเวลาที่ต้องตัดสินใจในช่วงที่ลำบาก เพื่อจะที่จะสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นในตนเอง ให้เริ่มจากการเต็มที่กับทุกโอกาสที่คุณเจอข้างหน้า 3. อย่าช่วยเหลือฝ่ายตรงข้าม หากคุณช่วยฝ่ายตรงข้าม คุณอาจจะต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจของพวกเขาด้วย หากเกิดปัญหาขึ้นในภายหลังพวกเขาอาจโยนความผิดหรือตำหนิคุณได้ 4. การโดนล่อลวงด้วย Presentation Presentation ที่สวยงามและโดดเด่นอาจเป็นจุดบอกที่มองไม่เห็น และอาจทำให้หลงประเด็น ให้ใช้การตั้งถามเพื่อกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามแสดงความคิดเห็นหรือวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์ 5. บทบาทและวาระในการเจรจา สิ่งสำคัญคือการพูดคุยในประเด็นสำคัญและนำประเด็นเหล่านั้นเข้าสู้การเจรจาโดยมีวาระการประชุม อีกทั้งการมี Agenda ในการประชุมยังมีประโยชน์ในการรักษาสถานการณ์และการควบคุมอารมณ์ได้อีกด้วย 6. สัมภาระและกระเป๋าเดินทางของคุณ สัมภาระในกระเป๋าเดินทางของคุณเปรียบเสมือนการสะสมประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณที่คุณพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วย อยากให้คุณลองเปิดใจรับสัมภาระอะไรก็ตามที่คุณคิดว่าจะเป็นปัญหาหรืออุปสรรคในการเจรจา และขอให้มั่นใจว่าคุณจะสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้ 7. จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เรียนรู้วิธีการจัดการกับธุรกิจของคุณโดยการเจรจาและสงสัยเสมอว่าต่อไปในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น วิธีการนี้จะช่วยปกป้องคุณจากสมมติฐานที่ไม่สมเหตุสมผล 8.

    07/04/2023
  • AON – Building Workforce Resilience

    “What’s the most important or best thing HR can give an employee? The answer is a company that wins in the marketplace.” – Dave Ulrich ขอขอบคุณทาง AON Thailand และ AON Southeast Asia ที่ให้เกียรติเชิญ ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ (Founder & CEO ADGES) ได้เป็น Panelist ในงานใหญ่ประจำปีของบริษัทโดยใช้ชื่อว่า Building Workforce Resilience โดยทาง AON ได้ขนเอาทีมงานและผู้บริหารในภูมิภาคมาพูดคุยกับลูกค้าชาวไทยเพื่อสร้างความมั่นใจในศักยภาพของตัวบริษัทและทิศทางธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น ในส่วนของ Panel Discussion ที่ได้ AON Market Leader

    30/03/2023
  • Highlighted Topic Special Event: Digital Business Transformation

    ADGES ได้สรุป Highlighted Topic เพื่อแบ่งปันบทเรียนดีๆ ที่ได้จากการ Company Visit ที่จัดขึ้นโดยทางสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ร่วมกับ True Digital Group และมีการเสวนาในหัวข้อ How to cultivate innovation spirits? – A lesson learned from True Digital โดย คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ (ประธานกรรมการ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป) และ ดร.ณัฐวุฒิ กุลนิเทศ (กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง ADGES) ในช่วงท้าย ดังนี้ “เพราะมาทีหลัง จึงต้องแตกต่าง“ จากที่คุณณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ได้เล่าประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ด้วยความที่มาทีหลัง เริ่มต้นจากการเป็น Telecom Provider วาง Positioning เป็นแค่ Operator

    22/03/2023
  • ทักษะการโค้ช ทักษะที่ผู้นำส่วนใหญ่มองข้าม

    คุณประสบความสำเร็จในการโค้ชพนักงานของคุณหรือไม่? ผู้นำหลายคนไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เพราะพวกเขาคิดว่าพวกเขากำลังสอนงาน ทั้งที่จริงๆ แล้ว เป็นเพียงการบอกพนักงานว่าต้องทำอะไร การกระทำเช่นนี้มักได้รับการสนับสนุนโดยเพื่อนร่วมงาน แต่เป็นวิธีที่แทบจะไม่มีประสิทธิภาพในการจูงใจและช่วยให้พนักงานพัฒนาได้ มีงานวิจัยที่เสนอว่า การฝึกผู้นำให้สามารถสอนพนักงานนั้นเป็นประโยชน์ ต่อเมื่อมีการกำหนดนิยามหรือขอบเขตของการโค้ช มีงานวิจัยที่กล่าวไว้ว่า การฝึกผู้นำให้สามารถสอนพนักงานนั้นเป็นประโยชน์ ต่อเมื่อมีการกำหนดนิยามหรือขอบเขตของการโค้ช และมีพื้นที่หรือโอกาสที่มากพอสำหรับการทบทวนตนเอง (Self-Reflection) ในช่วงหลายปีที่มีการศึกษาและดำเนินงานกับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าวนี้ สังเกตได้ว่าเมื่อผู้นำหลายคนตอบคำถามว่า “ใช่” พวกเขาเหมือนไม่พร้อมที่จะตอบคำถาม เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น? เพราะผู้นำมักจะคิดว่าพวกเขากำลังสอนงาน ทั้งที่จริงๆ แล้ว พวกเขาแค่บอกพนักงานว่าต้องทำอะไร ตามที่ Sir John Whitmore ผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชผู้นำกล่าวไว้ คำนิยามหรือคำจำกัดความของการโค้ช คือ “การปลดล็อคศักยภาพของพนักงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาให้สูงที่สุด ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้มากกว่าการสอนโดยตรง” เมื่อทำอย่างถูกวิธีแล้ว การโค้ชยังเปิดโอกาสให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วม และมักสร้างแรงจูงใจให้แก่พนักงานในการนำความเชี่ยวชาญของตนออกมาใช้ตามสถานการณ์มากกว่าที่จะทำไปเพียงตามคำสั่ง ผู้นำส่วนใหญ่นั้นไม่เข้าใจว่าที่จริงแล้วการโค้ชนั้นคืออะไร ซึ่งส่งผลให้เราได้เข้าใจถึงวิธีการแก้ไขปัญหาว่าโดยที่จริงแล้ว ผู้นำสามารถพัฒนาทักษะการโค้ชของพวกเขาได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียงราว 15 ชั่วโมง แต่พวกเขาจำเป็นต้องทุ่มเทในการเรียนรู้วิธีการโค้ชตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ เราจึงต้องการเพียงนำเสนอหลักการและการค้นพบเบื้องต้นของเรา ในขั้นแรก เราขอให้ผู้เข้าร่วมโครงการลองโค้ชผู้คนในหัวข้อด้านการจัดการเวลาโดยไม่มีการอธิบายอะไรเพิ่มเติม โดยมีผู้เข้าร่วมลงทะเบียนในโครงการฝึกอบรมความเป็นผู้นำทั้งหมด 98 คน ซึ่งมีภูมิหลังและงานที่หลากหลาย หนึ่งในสามของผู้เข้าร่วมเป็นผู้หญิงและสองในสามเป็นผู้ชาย โดยผู้เข้าร่วมมีอายุ 32

    17/03/2023
  • 5 บทเรียนที่ควรรู้ สำหรับเถ้าแก่มือใหม่

    “ในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ผู้ประกอบการหน้าใหม่อาจจะต้องพบเจออุปสรรคที่ดูเหมือนจะยากที่จะผ่านไปได้ ดังนั้นการเริ่มต้นธุรกิจหรือบริษัทของตัวเองนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งจะได้เผชิญกับความท้าทายที่จะทดสอบความตั้งใจอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวกำหนดความสำเร็จของธุรกิจของคุณ” การเริ่มก่อตั้งบริษัทของตัวเอง มีหลายครั้งที่ผู้ก่อตั้งอาจจะต้องพบกับความผิดหวัง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับความก้าวหน้าหรือปัญหาที่ตามมา รวมถึงวิธีสร้างบริษัทให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องการเพียงเวลาและความสมัครใจในการเรียนรู้และเติบโตจากความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม การเริ่มตั้งบริษัทไม่ควรทำโดยสุ่มสี่สุ่มห้า โดยส่วนตัวแล้ว มีหลายอย่างที่น่าจะได้รู้ก่อนที่จะตั้งบริษัทของตัวเอง ซึ่ง 5 สิ่งต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ต้องรู้ก่อนที่จะเริ่มธุรกิจ 1. ยอมรับความผิดพลาด การรับผิดชอบความผิดพลาดโดยเฉพาะความผิดที่ร้ายแรงหรือสำคัญนั้นเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม เมื่อยอมรับและไตร่ตรองถึงความผิดพลาดก็จะสามารถตัดสินใจได้เฉียบขาดและฉลาดขึ้นในครั้งต่อไป ที่สำคัญที่สุดคืออย่าโยนความผิดให้ผู้อื่น เพราะจะเป็นการสร้างความตึงเครียดโดยไม่จำเป็นและทำให้ทีมงานแตกแยกกันในที่สุด เมื่อผู้นำยอมรับความผิดพลาดของตน พวกเขาจะได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงาน “ในฐานะผู้นำนั้นไม่สามารถเรียกร้องอะไรจากพนักงานได้นอกจากความรับผิดชอบและความเคารพ ซึ่งเป็นแรงผลักดันที่จะขับเคลื่อนบริษัท ดังนั้น จงยอมรับความผิดพลาดเพื่อพัฒนาทีมให้ดีขึ้น” 2. คาดการณ์ว่าสิ่งต่างๆ อาจจะต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าที่คาดไว้ ในการวางแผนเปิดตัวธุรกิจใหม่หลายครั้ง น่าแปลกใจว่ามักเกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งสามารถเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายอย่าง เช่น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โรคระบาด หรือสงคราม ดังนั้น ควรจะวางแผนทรัพยากรไว้มากกว่าที่ตั้งใจไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ยกตัวอย่างเช่น  “การผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอาจต้องใช้เวลามากกว่าที่วางแผนไว้ในตอนแรก เนื่องจากห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ที่ช้าลงนั้นส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์ขอาจต้องการเงินทุนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากต้นทุนวัสดุบางอย่างนั้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ” ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็ตาม ควรเตรียมพร้อมสำหรับปัญหาหรือความขัดสนในเรื่องค่าใช้จ่าย เวลา หรือวัสดุ และควรจะเตรียมความพร้อมด้านการแก้ปัญหาให้กับทีมงานและบริษัทขหากเกิดเหตุการณ์จำเป็น 3. ตระหนักว่างานบริการลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อบริษัท ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ งานบริการลูกค้ามักถูกมองข้ามเนื่องจากการขาดแคลนทรัพยากร อย่างไรก็ตาม จงอย่าประมาทพลังของการบริการลูกค้าที่ดี คือการรับฟังและยอมรับปัญหาของลูกค้า รวมถึงจัดหาวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ หากสามารถทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจได้ ก็จะเกิดการซื้อหรือการใช้บริการได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะสามารถสร้างบริษัทที่ลูกค้าถูกใจและสามารถพึ่งพาได้ขึ้นมาจากผลประโยชน์นั้น ยังไม่รวมถึงการตลาดแบบปากต่อปาก ซึ่งนับว่าเป็นผลประโยชน์ที่ดี ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และทำให้ลูกค้าจดจำธุรกิจได้ 4. ไตร่ตรองถึงอัตตาหรือ Ego  ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือการปล่อยวางอัตตา เนื่องจากอัตตาจะลดจำนวนผู้สมัครเมื่อมีการเปิดรับพนักงาน การเปิดเผยอัตตาที่แข็งกร้าวในระหว่างการสัมภาษณ์ จะทำให้ผู้สมัครที่ดีปฏิเสธข้อเสนอ หรือแม้แต่ถอนใบสมัครของพวกเขาก่อนการตัดสินใจจ้างงาน ประเด็นเหล่านี้ส่งผลให้มีทีมงานที่อาจไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น อย่าลืมที่จะปล่อยวางศักดิ์ศรีเมื่อทำการสรรหาทีมงาน เพราะเมื่อประสบความสำเร็จในการมีทีมงานที่แข็งแกร่ง บริษัทก็จะประสบความสำเร็จไปด้วย 5. สร้างทีมที่มีประสบการณ์ อาจเป็นไปได้ที่จะไม่จำเป็นต้องสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ตั้งแต่แรกเริ่มอย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Startup จำนวนมากเลือกจ้างทีมงานที่เป็นเพื่อนหรือครอบครัวมากกว่าที่จะเลือกจากประสบการณ์ ผู้ก่อตั้งบางคนยังขาดประสบการณ์ในการสรรหาทีมงานและมักจบลงด้วยการจ้างพนักงานที่ไม่มีความสามารถ นอกจากนี้ ทีมงานที่จ้างมาควรมีความเข้ากันกับวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องการ โดยควรค้นหาคนที่มีความหลากหลายและเปิดกว้าง ซึ่งทำงานอย่างจริงจังและภูมิใจในผลงานของพวกเขา การทำเช่นนี้จะช่วยให้บริษัทเติบโต และขับเคลื่อนให้บริษัทประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นธุรกิจจากทีมงานที่เข้ากันได้ ในขณะที่เคล็ดลับเหล่านี้สามารถช่วยในการเริ่มต้นธุรกิจได้ มันอาจไม่ได้ครอบคลุมถึงทุกสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ อันที่จริงแล้วจะพบเจอโอกาสมากมายที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดระหว่างทาง ซึ่งเมื่อนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ทีมงาน และบริษัทจะพร้อมสำหรับอนาคตที่เต็มไปด้วยความสำเร็จ ADGES พัฒนาความเป็น Leadership ให้เหมาะสมกับองค์กรและคุ้มค่าต่อการลงทุนด้วยเครื่องมือพัฒนาความเป็นผู้นำ ที่ออกแบบมาสำหรับองค์กรของคุณโดยเฉพาะ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ e-mail : [email protected] Tel : 088-028-111 Website www.adges.net Source : www.entrepreneur.com

    13/03/2023
  • 8 Key Insights วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข (How to Stop Worrying and Start Living)

    “ความกังวลที่เกิดจากความกลัวทำให้เราอยู่ในวังวนของการคิดมาก” วิธีจัดการกับการคิดมากและความกังวล 6 วิธีลดความกังวลเรื่องเงิน 1 ซื่อสัตย์ต่อรายรับและรายจ่ายของตัวเอง 2 จดบันทึกด้านการเงินอย่างละเอียดและตั้งเป้าการใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล 3 สอนลูกๆ ของคุณรู้จักการใช้เงิน 4 อย่าสร้างภาระผูกพันทางการเงินที่คุณไม่สามารถจ่ายได้ 5 ทำประกันบ้าน สุขภาพ และทรัพย์สินของคุณ 6 หาวิธีที่คุณสามารถสร้าง Passive Income ได้ Key insights 1. การพักผ่อนไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย มันเป็นสิ่งจำเป็น อย่าจัดลำดับการพักผ่อนไว้เป็นลำดับสุดท้าย ความกังวลเกิดจากจิตใจที่เหนื่อยล้า หากคุณนอนไม่หลับ ให้ลองทำสมาธิ ออกกำลังกายเบาๆ หรืออ่านหนังสือจนกว่าคุณจะรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น 2. ทำตัวเองให้ยุ่งแล้วลืมความกังวล! วิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากในการควบคุมความวิตกกังวลคือการทําให้ตัวเองยุ่งมากที่สุด หากคุณใช้เวลากับกิจกรรมที่สนุกสนานและเพลิดเพลิน คุณจะไม่มีที่พื้นที่สำหรับความกังวลและคิดมาก 3. คุณมีพลังมากกว่าที่คุณคิด คุณอาจคิดว่าเมื่อคุณกังวลเกี่ยวกับบางสิ่ง คุณจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ไม่จริงหรอก และเมื่อคุณตื่นนอนในทุกๆ วัน ขอให้คุณโฟกัสแค่ 24 ชั่วโมงตรงหน้าคุณแค่นั้นพอ 4. ให้เครดิตตัวเองสักนิด ในเมื่อคุณสามารถปรับตัวและผ่านความยากลำบากในอดีตมาได้ ดังนั้นคุณต้องให้เกียรติตัวเองบ้างและชื่มชมความสามารถของตัวเองในการปรับตัวและรับมือกับความท้าทาย 5. ความกังวลแสดงอาการทางกายภาพ ความกังวลทำให้จิตใจของคุณปั่นป่วนตลอดเวลาและส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมามากมาย

    03/03/2023
  • บุคลิกภาพและเป้าหมายสู่ความสำเร็จ (Personality and Goals)

    “ช่วงปีใหม่มักจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพนั้นมีบทบาทอย่างไรกับการกำหนดเป้าหมายในชีวิตของเรา” ไม่นานมานี้ ในรายการ The Science of Personality โดย Ryne Sherman, chief science officer และ Blake Loepp, PR manager ได้ร่วมพูดคุยกับ Olivia Atherton, assistant professor of psychology จาก the University of Houston เกี่ยวกับประเด็นเรื่องบุคลิกภาพกับการกำหนดเป้าหมาย โดย Olivia ได้กล่าวว่า “ทุกสิ่งที่เราทำในแต่ละวันล้วนมีเป้าหมายเป็นตัวขับเคลื่อน” และ “เราทุกคนต่างมีเป้าหมายชีวิตที่เป็นตัวกระตุ้นว่าเราอยากทำอะไรและต้องการไปที่ไหน” ซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นที่น่าสนใจนี้ ว่าบุคลิกภาพนั้นมีอิทธิพลต่อการตั้งเป้าหมายต่างๆ มากเท่าใด รวมถึงเหตุผลที่คนเราเปลี่ยนเป้าหมาย และเพราะเหตุใดเราจึงมักจะให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป บุคลิกภาพและเป้าหมายชีวิต Olivia และผู้ร่วมทำการศึกษา ได้ทำการสำรวจศึกษานักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจำนวนกว่า 500 คน โดยมีการติดตามผลการสำรวจต่อมาถึงใน 20 ปีให้หลัง เพื่อทำความเข้าใจว่าบุคลิกภาพนั้นส่งผลกระทบต่อแรงบันดาลใจและความสำเร็จได้อย่างไร โดยโครงการ

    22/02/2023
  • 8 Key Insights 5 ภาษารัก (5 Love Languages)

    By Gary D. Chapman ‘ภาษารัก’ แนวคิดจากหนังสือ ‘The Five Love Languages’ ที่เขียนโดย Dr. Gary Chapman ที่กล่าวว่า คนเราจะแสดงความรักในหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือ คุณควรรู้และทำความเข้าใจได้ว่าภาษารักของคู่รักของคุณเป็นแบบใด มาลองทำความรู้จักกันว่า 5 ภาษารักนี้มีอะไรบ้าง และมีแบบใดตรงกับคุณและคู่รักของคุณบ้าง The 5 Love Languages : 5 ภาษารัก 3 Things to Know About Love 3 ข้อควรรู้เกี่ยวกับความรัก 8 Key Insights 5 ภาษารัก (5 Love Languages) 1. อาการคลั่งรัก เป็นความโรแมนติกในช่วงแรก คุณจะรู้สึกมีชีวิตชีวาและประหม่าในบางครั้ง มีความสุขที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน และจะมองข้ามข้อบกพร่องในคู่ของคุณ ในช่วงเวลานี้มักจะใช้ระยะเวลาอยู่ที่ 6-24 เดือน 2.

    16/02/2023
  • 5 เหตุผลว่าทำไม ความหลงใหล (Passion) และ เป้าหมาย (Purpose) จึงสำคัญ

    ผู้นำที่ดีมักจะมีความหลงใหลที่แรงกล้าและมีความชัดเจนต่อเป้าหมายโดยรวมขององค์กร คนทั่วไปจึงมักถูกดึงดูดโดยผู้นำที่มีพลัง มีความกระตือรือร้นและมีความจริงจังกับการทำงาน ซึ่งตามรายงานของ 2019 Global Talent Trends Study โดย Mercer ได้กล่าวว่า องค์กรที่จะประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรืองนั้นจะต้องนำโดยบุคคลที่มุ่งเน้นไปที่ “การตอบแทนคุณค่าของความสามารถ” พนักงานจึงมักต้องการองค์กรที่ตอบสนองและสอดคล้องกับมูลค่าความสามารถในอนาคต ด้วยการมองหาการจ้างงานที่มีเป้าหมายและจุดประสงค์ชัดเจน 5 เหตุผลว่าทำไมคุณควรดำเนินชีวิตด้วยความหลงใหลและเป้าหมาย: 1. เป้าหมายเป็นแรงกระตุ้นการจัดลำดับความสำคัญการกระทำของคุณ เนื่องจากการจัดลำดับความสำคัญของการกระทำต่างๆ จะส่งผลต่อผลลัพธ์และประสิทธิผล ในขณะที่เป้าหมายนั้นเป็นศูนย์กลางความพยายามของคุณซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพ ดังนั้น คุณจึงควรเริ่มการกระทำด้วยการคำนึงถึงเป้าหมาย 2. เป้าหมายคือการพุ่งความสนใจไปสู่ภายนอก ส่วนความหลงใหลเป็นการพุ่งความสนใจมายังภายใน เนื่องจากเป้าหมายมีไว้ตอบสนองผู้อื่น ในขณะที่ความหลงใหลนั้นตอบสนองความต้องการของคุณดังนั้น เมื่อเป้าหมายและความหลงใหลของคุณสอดคล้องกัน คุณจะได้พบกับความสุขและความสมปรารถนาที่แท้จริงอย่างไรก็ตาม คุณควรระวังการเข้าใจผิดว่าความหลงใหลคือเป้าหมายของคุณ 3. ความหลงใหลเชื่อมต่อคุณกับการตั้งคำถามต่อการใช้ชีวิต ซึ่งสัมพันธ์กับเป้าหมายในการใช้ชีวิต เนื่องจากความหลงใหลนำมาซึ่งความสุข ความตื่นเต้น และความคาดหวังในชีวิตในขณะที่คุณกำลังมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมาย 4. ความหลงใหลเป็นพลังขับเคลื่อนคุณไปสู่เป้าหมาย โดยหากปราศจากความหลงใหล ชีวิตและการทำงานของคุณจะปราศจากพลังงานขับเคลื่อนที่จำเป็นในการดึงดูดผู้คนทรัพยากรและโอกาสที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต และทำตามเป้าหมายคุณ 5. เป้าหมายช่วยปรับสมดุลให้กับความหลงใหล เนื่องจากเป้าหมายคือเข็มทิศภายในจิตใจของคุณ เมื่อความหลงใหลหรือแรงปรารถนาของคุณนั้นไขว้เขวฟุ้งซ่านไป เป้าหมายจะเป็นตัวช่วยในการปรับสมดุลให้ความหลงใหลนั้นกลับมามั่นคงโดยการพุ่งเป้าไปที่การกระทำที่มีผลต่อคุณมากที่สุด คนทั่วไปนั้นต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีความสำคัญ มีความหมาย และทำงานที่พวกเขาหลงใหล ดังนั้นเมื่อใดที่คุณสามารถระบุและไตร่ตรองถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ คุณจะพบความชัดเจนและความเข้าใจเกี่ยวกับ

    15/02/2023
  • หัวใจของ Emergenetics คือทำให้การสื่อสารระหว่างมนุษย์ง่ายขึ้น

    “Emergenetics ช่วยให้ทุกคนเข้าใจกันมากขึ้น สร้างทีมที่ดีขึ้น และเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร” เลือกความเชี่ยวชาญของเรา จาก Workshop ของเราด้านล่างนี้ Workshop ด้านพัฒนาวิชาชีพ (Professional Development) “ค้นพบความถนัดเฉพาะตัวของคุณ เรียนรู้กลยุทธ์เพื่อทำเป้าหมายให้สำเร็จ และเข้าใจวิธีการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” เรามี Workshop สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาความสามารถส่วนบุคคล คุณจะได้รับคำแนะนำ เครื่องมือ กลยุทธ์ และวิธีการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตการทำงานได้ทันที Workshop นี้เหมาะสำหรับ: Workshop ด้านกระบวนการทำงานของทีมและองค์กร (Team and Organization Solutions) “สร้างทีมที่แข็งแกร่งและเรียนรู้กลยุทธ์การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการใช้ Emergenetics” ในการอบรมแบบ 1 วัน คุณจะได้รับแนวคิดกระบวนการทำงานด้านการติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการต่อยอดนำไปออกแบบ้เพื่อปรับใช้ในองค์กรแบบองค์รวมอย่างครอบคลุม Workshop นี้เหมาะสำหรับ: Workshop ใบรับรอง Emergenetics Profile (Emergenetics Profile Certification) Workshop ใบรับรอง Emergenetics Profile คือการอบรมอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลา 3 วัน ซึ่งจะให้ความรู้เกี่ยวกับ Emergenetics

    13/02/2023
  • 5 กุญแจสำคัญของ HR Transformation

    ประเด็นสำคัญ  เราจะ Transform HR ได้อย่างไร? ปัญหาที่มักอยู่ในใจของหัวหน้าแผนก HR ท้ายที่สุดเมื่อเปลี่ยนแปลงสำเร็จแล้ว สิ่งที่ลงทุนใน HR จะสามารถส่งผลต่อทุกแง่มุมของการดำเนินงานในองค์กร รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและนักลงทุนว่าในอนาคตองค์กรจะสามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้ได้   “หนึ่งสิ่งที่เราเห็นมาตลอดหลายทศวรรษคือ HR มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” ทำไม? เพราะความเปลี่ยนแปลงขององค์กร ลูกค้า และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่กว้างขึ้นทำให้เราต้องการสิ่งใหม่ ๆ จาก HR และเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงด้านทรัพยากรบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญเสมอสำหรับหัวหน้าแผนกทรัพยากรบุคคล “อย่างไรก็ตาม เราแทบไม่พบองค์กรที่ HR มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผู้นำหวังไว้เลย” อะไรคือเคล็ดลับของการพัฒนา HR และการ Transformation ด้วยกลยุทธ์ให้สำเร็จ?  คำตอบของคำถามที่ว่าจะเปลี่ยนแปลงแผนกทรัพยากรบุคคลให้ดีขึ้นได้อย่างไรนั้นสามารถพบได้ในงานวิจัยต่อไปนี้  ตั้งแต่ปี 1987 เป็นต้นมา RBL Group ได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัย Human Resource Competency Study (HRCS) ซึ่งเป็นการร่วมงานกับ Ross Executive Education แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน ทุก 4-5 ปี เราจะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลหลายพันคนทั่วโลก

    08/02/2023
  • ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการใช้ People Analytics ในองค์กร

    เชื่อหรือไม่ว่าหน่วยงานที่อยู่กับข้อมูลจำนวนมหาศาลไม่ใช่หน่วยงานทางด้านการเงิน, หน่วยงานด้านปฏิบัติการ หรือหน่วยงานทางด้านการตลาดอีกต่อไป แต่เป็นหน่วยงานทางด้านทรัพยากรบุคคล นับตั้งแต่การคัดเลือกพนักงาน การอบรม การทำงานจริง ค่าตอบแทน การสร้างความผูกพัน จนถึงการวางแผนอนาคตของพนักงาน หน่วยงาน และองค์กร ทุกๆกิจกรรมเกี่ยวข้องกับข้อมูลและผลลัพธ์เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรก็คือ การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับคนในองค์กรและองค์กรสำคัญๆทางด้าน HR ยังใช้สัญชาตญาณหรือลางสังหรณ์ (Gut-feeling) ของคนที่ทำงานในด้าน HR มากกว่าที่จะเอานำ insight ที่ได้มาจากการทำ People Analytics มาใช้ ทำให้หลายองค์กรเริ่มพูดกันแล้วว่าสิ่งที่แตกต่างระหว่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จกับองค์กรที่ล้มเหลวในเรื่องของการบริหารบุคคลสมัยใหม่ อยู่ที่ความสามารถของ HR ในการนำเอาเรื่อง People Analytics มาสร้างให้เกิดขึ้นจริงในองค์กร เช่นเดียวกับหลายๆหัวข้อที่พอมีการเริ่มพูดถึงมากขึ้นๆจนกลายเป็นกระแส ประเทศไทยเราเองก็เริ่มที่จะตื่นตัวขึ้นมา แต่โดยมากเรื่องที่พูดถึงในเรื่อง People Analytics กลับกลายเป็นว่าจะสร้าง Data Visualization อย่างไรในงานของ HR การทำ Data Visualization เป็นเรื่องสำคัญแต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือองค์กรได้สร้าง insight ที่สามารเชื่อมโยงข้อมูล People Analytics กับ Business Analytics ได้จริงๆหรือไม่

    31/01/2023
  • 8 Key Insights 5 ลักษณะการทำงานที่ทำให้ทีมไม่มีประสิทธิภาพ (5 Dysfunctions of a Team)

    by Patrick Lencioni 5 ลักษณะการทำงานที่ทำให้ทีมไม่มีประสิทธิภาพ ลักษณะการทำงานที่ผิดปกติส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของทีม แต่สำหรับคนที่มีภาวะผู้นำและทักษะในการจัดการที่ดีจะสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ได้ โดย 5 ลักษณะการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพของทีม ได้แก่ 1. ไม่ใส่ใจผลลัพธ์ เกิดจากการที่แต่ละคนให้ความสนใจกับความสำเร็จของตนเอง และลืมโฟกัสเป้าหมายส่วนรวม เพื่อให้ทีมมุ่งเน้นผลลัพธ์ร่วมกันสิ่งสำคัญคือต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการประเมินผล 2. หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะผลลัพธ์ของทีมขึ้นอยู่กับความสามารถของสมาชิกในทีม ทีมที่หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ทำให้พนักงานที่มีความทุ่มเทรู้สึกท้อแท้ (เฟล) เราสามารถแก้ไขโดย ทบทวนความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอและให้รางวัลแก่ความสำเร็จของทีมแทนการให้เป็นรายบุคคล 3. ขาดความมุ่งมั่น หากสมาชิกในทีมหลีกเลี่ยงการพูดคุยกันในหัวข้อที่ขัดแย้งหรือได้ข้อสรุปที่ไม่ชัดเจน ทีมก็ไม่สามารถทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมายของทีมได้ แก้ไขได้โดยการบังคับให้สรุปเรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจทั้งหมดที่เกิดขึ้นในที่ประชุม หารือเกี่ยวกับข้อผิดพลาดหรือ worse case ที่อาจจะเกิดขึ้น หากสามารถทำได้ ทีมของคุณจะเข้าใจทิศทางการทำงานและสามารถจัด piority ได้อย่างชัดเจน 4. กลัวความขัดแย้ง ทีมที่กลัวความขัดแย้งมักจะเกิดเหตุการณ์ที่สมาชิกในทีมลังเลที่จะออกความคิดเห็น เพราะกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งภายในทีมขึ้น ส่งผลให้ทีมของคุณจะไม่เกิดไอเดีย หรือความคิดที่หลากหลาย คุณสามารถช่วยเช็คความขัดแย้งได้โดยการเสนอไอเดียที่ไม่ดีในที่ประชุม ทำให้สมาชิกในทีมเกิดการคัดค้าน ซึ่งจะทำให้ทีมเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นคัดค้านบางครั้งก็เป็นประโยชน์ต่อทีม ส่งแลให้ทีมเกิดแนวคิดที่หลายหลาก อีกทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว 5.ขาดความไว้วางใจ ทีมที่ขาดความไว้วางใจจะปกปิดจุดอ่อนและข้อผิดพลาดซึ่งกันและกัน เกิดความลังเลที่จะให้ความช่วยเหลือเมื่ออยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของตนเอง และหลีกเลี่ยงการประชุมหรือใช้เวลาร่วมกัน คุณสามารถเอาชนะได้ด้วยการให้สมาชิกในทีมมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งของคนในทีมรวมถึงตนเองด้วย วิธีนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจรวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้สมาชิกในทีม

    27/01/2023
  • 4 ทักษะที่จำเป็นในการสร้าง Market-Oriented Ecosystems

    ประเด็นสำคัญ: เราพบว่าหลายองค์กรกำลังอยู่ในยุค Disruption และมีองค์กรส่วนหนึ่งที่มีมูลค่าตลาดสูง เนื่องด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เราเรียกโมเดลธุรกิจนี้ว่า Market-Oriented Ecosystem ที่ใช้คำว่า Market-Oriented เพราะรูปแบบองค์กรที่เกิดขึ้นนี้เริ่มต้นจากMarket-Oriented Opportunities ที่ทำให้เกิดจุดประสงค์ในการรวมคนเข้าด้วยกัน คำว่า Ecosystem หมายถึงวิธีการจัดการทรัพยากรและคนเพื่อเอาชนะในตลาด ในระบบนิเวศนี้ บทเรียนจากทีมหนึ่งจะส่งต่อไปยังทีมอื่น ๆ เมื่อคนและไอเดียย้ายจากทีมหนึ่งสู่ทีมหนึ่ง Market-Oriented Ecosystem นำมาซึ่งสี่คุณสมบัติสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จเมื่อบริษัทนำเสนอตนเองในรูปแบบใหม่ในระบบนิเวศใหม่ : รูปที่ 1 Market-Oriented Ecosystem แพลตฟอร์ม (Platform) Business Team (Cells) Strategic Partners (Allies) Ecosystem Management Platform 4 หัวใจหลัก สำหรับโลกในปัจจุบัน (Four Capabilities for Today’s World) 1. External Sensing คือ คำที่ใช้เรียกความสามารถในการรับรู้ การแปลความหมาย และการปฏิบัติตามข้อมูลที่สำคัญนอกจากนี้ยังเป็นใจความสำคัญของเกือบทุกการเปลี่ยนแปลงในองค์กร (Organization Transformation) Market-Oriented Ecosystems มีการจัดการข้อมูลผ่าน Digital Strategy โดยองค์กรชั้นนำจะมีความสามารถในการครอบครอง เข้าถึง และปรับใช้ข้อมูลที่สร้างโอกาสทางการตลาด ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Wayne Brockbank RBL ได้แนะนำ 5 ขั้นตอนในการเข้าถึงและใช้ข้อมูล: 2. Customer Obsession คือ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของลูกค้าและสามารถคาดเดาสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แม้จะไม่ได้บอกอย่างชัดเจน ซึ่ง Market-Oriented Ecosystems ที่ประสบความสำเร็จสามารถคาดเดาความต้องการของลูกค้าได้ด้วยวิธีต่อไปนี้: ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้: อะไรคือโอกาสที่ซ่อนอยู่ในการเพิ่มมูลค่าให้ลูกค้าผ่านการเข้าถึงและใช้สินค้าหรือบริการของคุณ? คุณจะเพิ่มความเป็นมิตรกับผู้ใช้และประสิทธิภาพของคุณผ่านการใช้เทคโนโลยีได้อย่างไร? ผู้ใช้คนใดที่ยังไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ และทำไม? คุณจะดึงดูดคนที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นผู้ใช้ในอนาคตด้วยราคาที่ถูกกว่า ความเร็วกว่า ความง่ายกว่า ความเข้าถึงง่ายกว่า หรือความดีกว่าได้อย่างไร? 3. Innovation Throughout Market-Oriented Ecosystems หมายถึง การที่แต่ละ Cell มีการตั้งคำถาม สำรวจ ทดลองไอเดียใหม่ ๆ และนำมารวมกันในวิธีใหม่ ๆ นวัตกรรมต้องอาศัยความอยากรู้อยากเห็น หากคุณต้องการนวัตกรรมในองค์กรและ Ecosystems ของคุณ นอกจากสิ่งที่กล่าวมาด้านบนแล้ว จงทำทุกวิถีทางเพื่อจ้างคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น สนับสนุน และให้รางวัล การกำหนดให้นวัตกรรมเป็นหนึ่งในคุณสมบัติทำให้เกิดความคาดหวังที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าองค์กรพร้อมที่จะหาวิธีตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้นแทนที่จะทำอะไรแบบเดิม ๆ จากการค้นคว้าเกี่ยวกับองค์กรที่มีInnovation Throughout ทำให้เราพบคติสี่ข้อของนวัตกรรม ได้แก่:  โดยล้มและเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ความคล่องตัวของ Market-Oriented Ecosystems ทำให้คติเหล่านี้ยังใช้ได้ผลอยู่เสมอ โดยความพยายามและบทเรียนที่ได้จากความล้มเหลวมีค่าเทียบเท่ากับที่ได้จากความสำเร็จ 4. Agility Everywhere ความคล่องตัวเป็นสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นลูกค้าขององค์กรและคุณสมบัติด้านนวัตกรรมชัดเจนขึ้น องค์กรที่มีความคล่องตัวจะพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง เรียนรู้อยู่เสมอ ลงมือทำอย่างรวดเร็วและมีความยืดหยุ่น ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ การตอบสนองที่รวดเร็วต่อลูกค้าในอนาคตและนวัตกรรมที่รวดเร็วย่อมสร้างความแตกต่างให้แก่องค์กรที่ชนะMarket-Oriented Ecosystems จะทำหน้าที่ส่งเสริมความคล่องตัวในขณะที่ Customer-Oriented Teams มีอำนาจ ความรับผิดชอบ และข้อมูลเต็มที่ในการคว้าโอกาสใหม่ ๆ โดยมีแพลตฟอร์มที่แข็งแรงรองรับ เพื่อความคล่องตัวขององค์กร สมาชิกทีมในทุกระดับต้องมีชุดความคิดและทักษะของการยอมรับการเติบโต ความอยากรู้อยากเห็น และคุณสมบัติอื่น ๆ ที่สร้างสรรค์ และแม้จะกำหนดคุณสมบัติเหล่านี้ไว้แล้ว แต่องค์กรก็สามารถจัดอบรมเพิ่มเติมในเรื่องการตั้งคำถามและการรับความเสี่ยง การทดลองไอเดียใหม่ ๆ และการลงมือทำ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยการตรวจสอบสิ่งที่ได้ผลและสิ่งที่ไม่ได้ผล การสำรวจผู้อื่น การลงมือทำงานที่ท้าทาย Conclusion การนำเสนอองค์กรในรูปแบบใหม่จากโมเดลเดิมเป็น Market-Oriented

    23/01/2023
  • การมีสติสำหรับเด็ก – Mindfulness for Children

    เด็กทุกวัยสามารถได้รับประโยชน์จากการมีสติ ซึ่งเป็นการฝึกให้มองปัจจุบันด้วยทัศนคติที่อ่อนโยนและยอมรับ นอกจากนี้การมีสติยังสามารถช่วยพ่อแม่และผู้ดูแลได้เช่นกัน โดยการเสริมสร้างความสุขและช่วยบำบัดความเครียด ในบทความนี้ เราจะนำเสนอเคล็ดลับพื้นฐานสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ทุกวัย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจ ความเอาใจใส่ ความใฝ่รู้ และความเข้าใจในตัวผู้อื่น และอย่าลืมว่าการมีสติก็สนุกได้เช่นกัน สติคืออะไร และทำไมเด็กจึงจำเป็นต้องมีสติ “ในช่วงเวลาแรก ๆ ของเรา สติจะช่วยคลายกังวลและเพิ่มความสุขได้” สติช่วยอย่างไร เราทุกคนล้วนมีความทุกข์มาตั้งแต่เกิด เด็กจะทารกหิวและเหนื่อย เด็กวัยหัดเดินก็มีปัญหากับภาษาและการควบคุมตัวเอง เมื่อเด็กเติบโตเป็นวัยรุ่น ชีวิตของพวกเขาจะเริ่มซับซ้อนขึ้น เริ่มสร้างความสัมพันธ์ เริ่มใช้ชีวิตในโรงเรียน เริ่มลองความเป็นอิสระ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเป็นสถานการณ์ที่สร้างความเครียดให้เด็กทุกคนได้ ในทุกระยะของการพัฒนาสตินั้น “สติสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการลดความกังวลและเสริมสร้างความสุข” สติเป็นเทคนิคเรียบง่ายที่เน้นการให้ความสำคัญกับปัจจุบันด้วยวิธีที่ยอมรับและไม่ตัดสิน เป็นวิธีที่ถือปฏิบัติกันโดยทั่วไปในหลายศตวรรษที่ผ่านมา และเป็นสิ่งที่ถูกสอนให้ผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนนักกีฬา และในปัจจุบันมีการสอนให้นักเรียนทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านมากยิ่งขึ้น นิสัยในวัยเด็ก เด็กจะได้รับประโยชน์จากการฝึกสติแตกต่างกันไป นิสัยที่เกิดในวัยเด็กเป็นสิ่งที่สร้างพฤติกรรมในวัยผู้ใหญ่ และสติก็ทำให้เรามีโอกาสปลูกฝังนิสัยรักสงบ จิตใจดี และยอมรับสิ่งต่าง ๆ Annaka Harris นักเขียนและเป็นผู้สอนการฝึกสติสำหรับเด็กกล่าวว่า “สำหรับเด็กๆ การมีสติสามารถคลายความเครียดได้เมื่อพวกเขาพบเจอกับอุปสรรคในชีวิต” และยังทำให้พวกเขามองเห็นความสวยงามของการอยู่กับปัจจุบัน” ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่การมีสติมีประสิทธิภาพมากสำหรับเด็กนั้น ด้วยการอธิบายได้ว่าสมองมีพัฒนาการอย่างไร ในขณะที่สมองของเราพัฒนาไปเรื่อย

    14/01/2023
  • 8 Key Insights เพราะชีวิตดีได้กว่าที่เป็น (Atomic Habits)

    โดย James Clear 1. ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ทั้งหมดเกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นง่ายๆ ต้นกำเนิดของทุกนิสัยเป็นเพียงตัวเลือกเล็กน้อย ไม่มีสถานที่ หรือเวลาผิดในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง ถ้าคุณสร้างนิสัยใหม่ต่อไป คุณจะถึงจุดนั้น เปลี่ยนแปลงและได้รับความสำเร็จ 2. การแสดงออกด้วยท่าทางที่ชัดเจน เมื่อคุณแสดงออกที่ชัดเจนของนิสัยที่ดี คุณจะสามารถระบุและกระตุ้นนิสัยเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย เพื่อช่วยให้คุณมุ่งความสนใจไปที่พฤติกรรมที่พึงปรารถนาและส่งเสริมผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ 3. การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จำนวนครั้งที่คุณสร้างนิสัยสำคัญต่อการเติบโตของคุณมากกว่าระยะเวลาที่คุณทำจนเป็นนิสัย ยิ่งคุณทำนิสัยซ้ำๆ บ่อยเท่าไหร่ คุณก็จะชินกับมันเร็วขึ้นเท่านั้น 4. การเลือกนิสัยมีอิทธิพลต่อชีวิตของคุณ ความก้าวหน้าเป็นเรื่องง่ายหากคุณเลือกนิสัยที่เหมาะสม นิสัยที่ดีทำให้ผู้คนชื่นชอบคุณและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน นิสัยแย่ๆ ทำให้ชีวิตคุณเต็มไปด้วยความเครียด ความผิดหวัง และความคับข้องใจ ล้มเหลว 5. ลบนิสัยเชิงลบ เมื่อคุณตระหนักว่าการกระทำใดที่ทำให้คุณไม่มีความสุข คุณสามารถระบุนิสัยที่ทำให้คุณไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ทำให้ยากที่จะทำอีก และเน้นถึงประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการหลีกเลี่ยง 6. รวบรวมนิสัยของคุณเข้าด้วยกัน การซ้อนนิสัยเป็นเทคนิคที่รวมนิสัยใหม่เข้ากับนิสัยที่มีอยู่ แทนที่จะเชื่อมโยงนิสัยใหม่ของคุณกับเวลาและสถานที่ที่แน่นอน คุณกลับเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีอยู่เดิม 7. นิสัยของเราขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ลักษณะที่ดึงดูดเราถูกกำหนดโดยวัฒนธรรมที่เราอาศัยอยู่ เนื่องจากความปรารถนาอันแรงกล้าของเราที่จะเข้าร่วมและเป็นสมาชิก เราจึงเลือกที่จะโอบรับลักษณะที่สังคมชื่นชมและยอมรับ 8.ใช้รางวัลเพื่อพัฒนานิสัย เมื่อพูดถึงการแสวงหารางวัล สมองของคุณมีวงจรประสาทมากขึ้น ทุกๆ การกระทำเป็นผลมาจากการคาดหวัง การตอบสนองจะขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาที่จะรู้สึกดี

    06/01/2023
  • 8 ทักษะที่ควรมีในหลักสูตรฝึกอบรมพนักงาน ในช่วงการทำงาน Work From Home

    เหตุการณ์ระบาดของ Covid-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้สภาพสังคมเปลี่ยนไป แม้จะมีการฉีดวัคซีนที่บ่งชี้ว่าภาวะปกติน่าจะกลับมาในไม่ช้า แต่การทำงานในออฟฟิศแบบบวิถี New Normal ก็ทำให้เห็นชัดเจนว่าการทำงานนั้น จะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป หลายบริษัทยังคงเลือกวิธีการ Work from Home หรือใช้การทำงานออนไลน์มาผสมผสานกับการทำงานปกติเพื่อความยืดหยุ่นที่มากขึ้นกว่าเดิม “การทำงานแบบ Work from Home กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรทั่วโลกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ดังนั้น องค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับความต้องการในการฝึกอบรมของพนักงาน” ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคอร์สฝึกอบรมจากภายในองค์กรเอง หรืออาจต้องหาที่ปรึกษา หรือหน่วยงานอื่นเพื่อให้เข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ดังนั้น องค์กรควรต้องพิจารณาว่าทักษะอะไรที่มีความสำคัญที่สุดหากมีการฝึกอบรมพนักงานเพื่อการทำงานแบบ Work from Home อย่างมีประสิทธิภาพ 8 ทักษะสำคัญที่ควรมีในหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานในปี 2023 1. การบริหารโครงการ การติดตามความคืบหน้าของโครงการโดยที่ไม่ได้ไปพบปะและทำงานร่วมกันในออฟฟิศอาจเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องใช้การบริหารจัดการที่ดีและความแข็งแกร่งของผู้นำ เพื่อนำทีมให้สามารถจัดการโครงการได้สำเร็จตั้งแต่ต้นจนจบ ถึงแม้จะมี Application และ Software ต่าง ๆ มาช่วยในการโอนย้ายข้อมูล แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาแทนที่การฝึกอบรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ความร่วมมือจากบุคลากรหลายแผนก “ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดหลักสูตรฝึกควรพิจารณาเลือกใช้ Software ที่หลากหลายสำหรับผู้ใช้งานที่จะทำให้สามารถดำเนินการโครงการต่างๆ ได้ตามภารกิจที่ตั้งใจไว้” รวมถึงการสร้างสถานการณ์จำลอง หรือแผนรองรับเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารโครงการสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาต่างๆ

    05/01/2023
  • 8 เคล็ดลับการให้ของขวัญวันหยุดในที่ทำงาน

    ช่วงวันหยุดฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาแห่งการให้และแสดงความขอบคุณ แม้จะยากพอๆ กับการคิดออกว่าจะให้ของขวัญอะไรแก่ครอบครัวและเพื่อนๆ ในแต่ละปี การให้ของขวัญในบริบทของมืออาชีพอาจเป็นเรื่องยากยิ่งกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้านายของคุณ สมาชิกในทีมคนอื่น หรือลูกค้า ไม่จำเป็นต้องบอกว่าคุณไม่ควรรู้สึกเป็นภาระหน้าที่หรือถูกกดดันให้ใช้เงินหรือให้ของขวัญ แต่ถ้าคุณตัดสินใจที่จะมอบความสุขให้กับเพื่อนร่วมงานในวันหยุด นี่คือปัจจัยบางประการที่ควรพิจารณา 1. ทราบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในธุรกิจของและนโยบายขององค์กรในการให้ของขวัญ แม้ว่าการให้ของขวัญจะตั้งใจให้เป็นการกระทำที่เรียบง่ายโดยมีพื้นฐานมาจากความเอื้ออาทรและความชื่นชม แต่หลายองค์กร เช่น บริการทางการเงิน การดูแลสุขภาพ ยา และอุปกรณ์การแพทย์ ตลอดจนบริษัทอื่นๆ มีนโยบายการให้ของขวัญที่เข้มงวด โดยทั่วไปแล้ว นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ป้องกันการติดสินบนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการรับรู้เรื่องดังกล่าวด้วย 2. เลือกของขวัญในราคาที่เหมาะสม อย่าเลือกซื้อของขวัญที่จ่ายในราคาเกินความจำเป็น ไม่เพียงแต่เพื่อจุดประสงค์ในการปฏิบัติตามข้อกําหนดเท่านั้น แต่ยังเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้รู้สึกไม่สบายใจที่บางคนอาจรู้สึกในการได้รับของขวัญฟุ่มเฟือยมากขึ้น Lindsay Roberts Schey ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ของขวัญจาก TheGiftInsider.com กล่าวว่า “การฟุ่มเฟือยมากเกินไปอาจทําให้ใครบางคนรู้สึกไม่สบายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ความฟุ่มเฟือยในสิ่งที่พวกเขาให้คุณ” 3. ทำให้เป็นแบบส่วนตัว แต่ไม่เป็นส่วนตัวเกินไป วิธีหนึ่งในการปรับแต่งของขวัญของคุณคือการบริจาคในนามเพื่อนร่วมงานของคุณให้กับองค์กรการกุศลที่พวกเขาสนับสนุนและมีความหมายต่อพวกเขา หรือคุณสามารถผูกของขวัญไว้กับความสนใจภายนอกของบุคคลนั้น “พิจารณางานอดิเรก ความสนใจ หรือสิ่งที่พวกเขาอาจต้องการสำหรับพื้นที่ทำงาน” 4. ให้ประสบการณ์ “การวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับของขวัญจากประสบการณ์รู้สึกใกล้ชิดและเชื่อมโยงกับผู้ให้ของขวัญมากขึ้น ตั๋วหนังหรือบัตรของขวัญร้านอาหารอาจเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เพื่อนร่วมงานของคุณไม่ได้วางแผนไว้สำหรับตัวเอง” ทั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่าการให้ของขวัญเพื่อประสบการณ์สามารถส่งผลเชื่อมโยงถึงกันได้แม้ว่าคุณจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับผู้รับก็ตาม หากคุณจัดการทีม อีกทางเลือกหนึ่งคือการจัดกลุ่มออกนอกบ้าน

    27/12/2022
  • การเฟ้นหาสุดยอดผู้นำองค์กรที่มีประสิทธิภาพ (Talent Leadership Organization)

    “เป็นสิ่งที่ HR จะต้องสร้างและเตรียมความพร้อมใหม่ๆ ให้กับองค์กร เพราะถ้าไม่เข้าใจจะทำให้องค์กรไปต่อได้ลำบากเช่นกัน แต่ใครคือ Talent ขององค์กร?” ภาพที่เราคาดหวังจะเห็นเพอร์เฟ็กต์ทีม บางครั้งอาจนึกถึงวงดนตรีออร์เคสตรา (Orchestra) ที่มีวาทยากรที่บรรเลงเพลงเพราะมากๆ และคนในทีมรู้ว่าจะต้องเล่นดนตรีหนักเบาตรงไหน โดยมีคลิปที่ไปสิงคโปร์ ที่วิทยาลัยทางด้านศิลปะของสิงคโปร์ โดยทั่วไปเข้าใจว่าจะให้ไปนั่งฟังที่คนฟังปกติ แต่โปรเฟสเซอร์ เอียนไรท์ ให้เราไปนั่งแทรกข้างๆ ของนักดนตรี ซึ่งแปลกมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้นั่งฟังแบบนี้โดยไม่รู้ว่าต้องการนำเสนออะไร ซึ่งจะเห็นความแตกต่างที่นักดนตรีใส่ชุดดำ กับคนที่เข้ามานั่งดูและเรียนรู้กับวงออเครสตร้า สิ่งที่เห็นคือ Perfect Organization, Perfect Leadership, Perfect Talent ที่เราต่างอยากเห็นในองค์กร โดยมี Leader on stage ที่จะเห็นการการเล่นเครื่องดนตรีซ้ายขวาและบรรเลงเสียงหนักเบาตามที่วาทยากรขับเคลื่อน เพราะทุกคนรู้บทบาทของตัวเอง คำถามคือ มีทักษะอะไรที่เห็นจากคลิปนี้ ทีตั้งแต่ Execution, Communication, Leadership Vision แต่ในความเป็นจริงมีกี่องค์กรที่สามารถสร้าง Leadership Culture Talent แบบในวงออเครสตร้าที่เราเห็น และโอกาสเกิดขึ้นก็น้อยลงเรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้เลยว่า ลูกค้าที่เข้ามาชื่นชมนั้น เขายังอยากฟังเพลงเดิมหรือเปล่า จริงๆ เขาอาจต้องการฟังเพลงอื่นแล้ว

    22/12/2022
  • 8 แนวโน้มสำคัญที่ HR ต้องรู้ “แรงงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในปี 2023”

    บุคลากรในปี 2023 จะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่นโยบายการทำงานแบบผสมผสานมากขึ้นไปจนถึงการให้ความสำคัญกับผู้สมัครทั่วโลกมากขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจต่าง ๆ ต้องต่อสู้กับการตัดสินใจต่าง ๆ เช่น เสนอการ ทำงานทางไกล แบบถาวร การสร้างแบบจำลองการทำงานแบบ Hybrid หรือให้พนักงานกลับไปที่ Office นอกจากนี้ ธุรกิจต่างๆ ยังเผชิญกับผลกระทบของการ ลาออกอย่างเงียบๆ และการลาออกครั้งใหญ่ (Quiet quitting and the Great Resignation) ซึ่งทำให้พวกเขาคิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับนโยบายการจ้างงาน ผลประโยชน์ของพนักงาน และอัตราการรักษา พนักงาน ในช่วงปีใหม่นี้ ธุรกิจต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจะแบ่งปันการคาดการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงด้านแรงงานบางส่วนที่เราอาจเห็นในปี 2023 และวิธีที่ธุรกิจต่างๆ จะปรับตัวได้ 1. ข้อเสนอผลประโยชน์พนักงานเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงอัตราการรักษาลูกค้า บริษัทต่างๆ จะแข่งขันกันเพื่อเสนอแพ็คเกจผลประโยชน์ที่ดีที่สุดในปี 2023 John Brackett ผู้ก่อตั้ง Smash Balloon LLC กล่าว “ประกันเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป” แบร็คเก็ตต์อธิบาย

    19/12/2022
  • เราสามารถนำ Emergenetics มาใช้ในชีวิตประจำวันหลังการฝึกอบรม Meeting Of The Minds Workshop ได้อย่างไร?

    หลังจากอบรม Meeting Of The Minds Workshop แล้วผู้เข้าร่วมหลายๆ คนอาจมีคำถามว่า เมื่อได้ความรู้ด้านนี้มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคืออะไร พวกเขาจะสามารถนำ Emergenetics ไปประยุกต์ใช้ต่อได้อย่างไร หรือพวกเขาจะช่วยให้ผู้เข้าอบรมนำ Emergenetics เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานในแต่ละวันได้อย่างไร มีหลายวิธีที่ผู้เข้าร่วมสามารถนำ Emergenetics ไปปรับใช้และต่อยอดหลังจากการอบรม Meeting of the Minds แบบสั้นๆ ได้ 6 วิธี ดังนี้ วิธีที่ 1 : ส่งเสริมให้ผู้ที่ผ่านการเข้าอบรม Meeting Of The Minds ติด Profile ของตัวเองไว้ที่โต๊ะทำงาน ผู้ที่เคยเข้าร่วมการอบรมแต่ละคนจะได้รับสิ่งที่เป็นเสมือนเครื่องช่วยจำ ซึ่งก็คือ Emergenetics Profile ดังนั้น ถ้าสามารถติด profile ของตัวเองไว้ที่บริเวณโต๊ะทำงานได้ เมื่อเพื่อนร่วมงานที่ผ่านการอบรมเช่นกัน เดินผ่านมาที่โต๊ะ ก็จะเห็น Emergenetics Profile นั้นติดอยู่ ซึ่งจะช่วยเตือนความจำของพวกเขาถึงวิธีการที่เหมาะสมที่จะเข้าถึงหรือติดต่อประสานงานระหว่างกัน รวมทั้งเป็นการชักชวนให้เพื่อนร่วมงานที่ยังไม่เคยเข้าการอบรมนี้สนใจใน

    15/12/2022
  • 8 Key Insights รูปแบบการทำงานแบบใหม่ในยุคดิจิทัล (Deep Work)

    By Cal Newport “Deep Work ทำงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพเมื่อต้องเจอสิ่งรบกวนในการทำงานตลอดเวลา” ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสื่อ Social media และการทำงานแบบเปิดที่พนักงานแต่ละแผนกสามารถเข้าถึงกันได้ง่าย ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องยากที่จะสามารถหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนที่จะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง Deep Work เป็นคำที่ศาสตราจารย์ Cal Newport ได้นิยามขึ้น ซึ่งหมายถึงการทำงานในสภาวะที่ไร้สิ่งรบกวน ซึ่งเป็นสภาวะที่เราสามารถโฟกัสกับงานได้เต็มที่โดยไม่เสียสมาธินั้นมีความสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีในการทำงาน เกิดไอเดียและความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ 4 ทักษะสำคัญสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล 3 กลุ่มคน ที่สร้างกระแสในยุคดิจิทัล แต่ในเมื่อเราไม่สามารถเลี่ยงสิ่งรบกวนที่เกิดขึ้นโดยตรงได้ เรามี 4 เทคนิคที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแม้อยู่ในท่ามกลางสิ่งรบกวน 1. ทำงานอย่างตั้งใจให้ลึกซึ้ง ทำงานอย่างตั้งใจ พาสมาธิไปโฟกัสอยู่ที่งาน ไม่เข้า Internet หรือเปิดโทรศัพท์เพื่อทำให้เสียสมาธิ 2. เลิกสนใจกับสิ่งที่ทำให้รบกวนสมาธิ เสียงรบกวนและโทรศัพท์ สื่อ Social Media คือสิ่งรบกวนอันดับต้นๆ ที่ทำให้เสียสมาธิมากที่สุด สิ่งที่สามารถทำได้คือการเลิกสนใจสิ่งรอบข้างต่างๆ ณ ช่วงเวลาที่กำลังโฟกัสกับงาน เช่น ไม่เปิดโทรศัพท์ สื่อ Social Media หรือ หาที่เงียบๆ สำหรับนั่งทำงานเช่น

    07/12/2022
  • Training ROI – การลงทุนด้านการฝึกอบรมของคุณคุ้มค่าหรือไม่?

    “หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ผู้ฝึกอบรมต้องเผชิญคือการต่อต้านการฝึกอบรมจากผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง Supervisors และ Managers  รู้สึกหงุดหงิดที่ต้องสละเวลาจากงานมาเพื่อฝึกอบรม และผู้บริหารระดับสูงไม่เชื่อว่าเวลาที่ใช้ในการฝึกอบรมนั้นคือการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า” คุณสามารถโน้มน้าวให้ทั้งสองกลุ่มเห็นว่าการฝึกอบรมมีความสำคัญ โดยต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าการฝึกอบรมไม่ได้ทำให้พนักงานเลิกงาน ในความเป็นจริงการฝึกอบรมเป็นส่วนสำคัญของงาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและคงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งสำคัญคือพนักงานของคุณจะต้องรักษาทักษะและความรู้ที่ดีที่สุดเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดอย่างปลอดภัย คำถามคือจะโน้มน้าวให้ทุกคนยอมรับข้อเท็จจริงนั้นได้อย่างไร? ตรวจสอบ ROI การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ให้ข้อมูลเฉพาะที่คุณต้องการเกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมผลกระทบทางการเงินที่มีต่อองค์กร เป็นการตอบคำถามสำคัญที่ผู้บริหารระดับสูงต้องการทราบ: “สำหรับทุก ๆ ดอลลาร์ที่เราลงทุนในการฝึกอบรม เราจะได้เงินดอลลาร์กลับมาอย่างไร” เนื่องจากคุณต้องการแน่ใจว่าการฝึกอบรมพนักงานเป็นประโยชน์ต่อองค์กร คุณต้องสามารถตอบคำถามนั้นด้วยข้อมูลที่แน่นอน กล่าวอีกนัยหนึ่ง คุณจำเป็นต้องทราบเปอร์เซ็นต์ของกำไรที่ทำหรือเงินออมที่ได้รับสำหรับทุกๆ ดอลลาร์การฝึกอบรมที่ใช้ไป และนั่นคือสิ่งที่คำนวณ ROI การฝึกอบรมให้คุณได้ จะวัด ROI ของการฝึกอบรมได้อย่างไร? นี่คือสูตรง่ายๆ สำหรับการวัด ROI ของการฝึกอบรม: ROI (%) = ((ผลประโยชน์ทางการเงิน – ค่าฝึกอบรม)/ค่าฝึกอบรม) x 100 Example: สมมติว่าเป็นผลมาจากโปรแกรมการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยใหม่ อัตราการเกิดอุบัติเหตุขององค์กรลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ประหยัดเงินได้ทั้งหมด 200,000 ดอลลาร์ต่อปีในแง่ของการสูญเสียวันทำงาน ความเสียหายของวัสดุและอุปกรณ์ และค่าชดเชยของพนักงาน หากโปรแกรมการฝึกอบรมมีค่าใช้จ่าย $50,000 ในการดำเนินการ ROI จะเท่ากับ 300 เปอร์เซ็นต์ ROI = ((200,000

    28/11/2022
  • Survival Guide to Work-from-Home

    ขณะที่เราทุกคนกลังช่วยกันทำ Social Distancing เพื่อลดโอกาสในการที่จะติดเจ้าไวรัส COVIC-19 โดยหันมาทำงานกันที่บ้านหรือว่าที่เรียกว่า Work-from-Home เชื่อไหมว่าแต่ละรูปแบบทางความคิดและพฤติกรรมมีวิธีรับมือกับการทำงานที่บ้านไม่เหมือนกัน วันนี้ทาง ADGES เลยขอแนะนำวิธีการว่าทำอย่างไรที่จะทำงานจากบ้านให้มีประสิทธิภาพ ตามลักษณะทางด้านรูปแบบความคิดและพฤติกรรมเฉพาะของแต่ละคน ลองไปปรับใช้กันดูนะครับ อย่าลืมบอกเราด้วยว่าได้ผลไหม หรือว่าถ้าใครมีเทคนิคลับจะนำมาแลกเปลี่ยนกันก็ยินดี เริ่มจากรูปแบบทางความคิดกันก่อน (Thinking Preference) 1. รูปแบบความคิดแบบวิเคราะห์ (Analytical) รูปแบบนี้มักที่จะชอบที่จะวางวัตถุประสงค์การการทำงานในแต่ละวัน มี check-list มีการวาง option และ back-up plan เมื่ออยู่คนเดียวอาจจะใช้เวลาไปกับการหาข้อมูล ข้อแนะนำคือเมื่อจบวันแล้วลองดูว่าเราได้ทำตาม check-list ที่วางเอาไว้หรือไม่ เราได้สื่อสารเรื่องลำดับความสำคัญของงานให้กับแพื่อนร่วมทีมแล้วหรือยัง ระวังในการใช้เวลาส่วนมากในการหาข้อมูลโดยไม่ได้ข้อสรุปใดๆ 2. รูปแบบความคิดแบบโครงสร้าง (Structural) รูปแบบความคิดนี้มักที่จะชอบวางแผนและชอบผลลัพธ์ที่สามารถคาดเดาได้ ในสภาวะที่ไม่ปกติเช่นทั้งทีมทำงานอยู่ที่บ้าน รูปแบบความคิดนี้อาจจะต้องยึดหยุ่นมากขึ้นโดยเฉพาะในกรณีที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังไว้ รวมถึงเพื่อนร่วมงานเองอาจจะไม่สามารถทำตามแผนงานที่วางไว้อาจจะมาจากหลายๆปัจจัยร่วมถึงความกังวลถึงผลลัพธ์แลพผลกระทบที่จะมาหาตัวเองจากสถานการณ์ไม่ปกติ 3. รูปแบบความคิดแบบปฏิสัมพันธ์ (Social) ปกติรูปแบบความคิดนี้มักที่จะชอบการปฏิสัมพันธ์หรือชอบที่จะสื่อและรับรู้ถึงความรู้สึกระหว่างบุคคล รูปแบบนี้อาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคยในการที่ทำงานคนเดียวโดยไม่มีเพื่อนร่วมงานเหมือนอย่างเคย รูปแบบนี้อาจจะใช้ช่องทาง Social-Media ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ก็จะเริ่ม share ข้อความหรือความรู้สึกผ่าน LINE หรือ

    25/11/2022
  • Leadership from Within – Power of Engagement from ‘Inside-Out’

    ขอบขอบคุณทาง วิทยาลัยการจัดการมหิดล CMMU Mahidol ที่เชิญมาให้เป็นหนึ่งในทีมวิทยากรสำหรับหลักสูตร Advance Management Program (AMP) ที่เป็นหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของทางมหิดลที่มีคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการศูนย์มาเรียนรวมทั้งท่านคณบดีสาวสวยของทาง College of Management Mahidol University Vichita Vathanophas มาเรียนด้วย ดูจากรายชื่อของวิทยากรแล้วรู้สึกกดดันพอสมควรเลย แต่เนื่องจากโจทย์ที่ได้รับมาคือเรื่อง Engagement and Empowerment ซึ่งเป็นเรื่องพูดบ่อยพอสมควรแต่ส่วนมากจะเป็นในฐานะของ Consult ที่ลูกค้ามักจะขอให้ทำในเรื่อง Engagement Survey แต่อย่างไรก็ตามกลับมีความเชื่อที่แตกต่างจากความเชื่อทั่วไปในเรื่องนี้ที่กลับมามองว่าอย่าเพิ่ง Survey หรือขึ้น System เลย แต่อยากชวนผู้บริการระดับสูงคุยว่าในฐานะผู้นำเราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่แล้วหรือยังในการสร้าง Engagment from Within ไหนๆก็ใช้เวลาเตรียมมาพอสมควรอยากจะเรียบเรียงเก็บไว้สักหน่อยและเพื่อจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนทาง Facebook ไม่มากก็น้อยนะครับ ถ้าเรามองในรากศัพท์ของคำว่า Engage จะมาจากคำว่า En หรือเข้าไปเป็นหรือเข้าไปสู่ (put into or onto) อีกคำหนึ่งเป็นคำภาษาฝรั่งเศสคือ Gage ซึ่งแปลว่า การให้คำมั่นสัญญา

    17/11/2022
  • Leading in the Moment

    เราคงเคยเห็นโปสเตอร์ให้กำลังใจมากมายที่คอยเตือนเราว่า “We don’t remember days, we remember moments.” “เราไม่จดจำวัน เราจดจำช่วงเวลา” ซึ่งเป็นความคิดที่มีความสำคัญ แต่มันมีความหมายอย่างไรกับผู้นำ? หากเป็นความจริงที่ว่าเราสามารถสร้างผลกระทบแง่บวกที่ยั่งยืนในใจผู้อื่นได้โดยการสร้างช่วงเวลาที่จริงจังและปลุกอารมณ์ เราก็ควรถามตนเองว่าเราได้ใช้เวลาไปอย่างไรในช่วงเวลาแห่งการเป็นผู้นำ ลองทบทวนถึงทุกการ Interaction ที่มีตลอดทั้งวัน “How many of these are truly memorable?”  “มีกี่ครั้งที่การปฏิสัมพันธ์เหล่านี้น่าจดจำ?” “How many of these are making permanent marks on others?” “มีกี่ครั้งที่การปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ได้ถูกจารึกอย่างถาวรในใจของผู้อื่น?” หากสงสัยว่าจำนวนครั้งที่เกิดขึ้นนั้นน้อยจนน่าผิดหวัง เราอาจต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงวิธีทำกิจกรรม ในฐานะผู้นำในแต่ละวันนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายและมีสองปัญหาให้ตระหนักและก้าวข้ามให้ได้ ปัญหาแรก ในฐานะ Leaders ซึ่งถูกส่งเสริม ฝึกอบรม และให้รางวัลจากความเด็ดขาดและการกระทำ ในหลายๆ แง่ โดยภาพลักษณ์ของตนเองนั้นเกิดขึ้นจากความคิดที่ว่าเราทำให้ตนเองโดดเด่นในฐานะผู้นำ ด้วยการทำสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นและทำให้เกิดขึ้นทันที ทำต่อไป อย่าหยุด เวลาเป็นเงินเป็นทอง! ปัญหาที่สอง สมองของเราเต็มไปด้วยบทสนทนาที่เราพูดกับตนเองเกี่ยวกับความซับซ้อนในการบริหารองค์กร

    17/11/2022
  • Emergenetics Engage & Empower

    การมีส่วนร่วมของพนักงานในการเพิ่มทักษะและฝึกอบรมใหม่ให้ผ่านคุณสมบัติ Emergenetics® จะสร้างโปรแกรมการฝึกอบรมที่น่าสนใจได้อย่างไร? หลายองค์กรมีการฝึกอบรมประเภทเดียวกันในทุกการฝึกอบรม ซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับพนักงานในการเก็บข้อมูลและสนใจในการฝึกอบรม ในขณะที่เรากำลังเตรียมควาพร้อมสำหรับการเปลี่ยนบทบาทงานของพนักงาน มันยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมกับโปรแกรมมากขึ้น ในขณะที่คุณจะสร้างแผน Learning and Development ทางเราอยากให้คุณลองพิจารณาคุณสมบัติของเครื่องมืออย่าง Emergenetics® ที่สะท้อนถึงรูปแบบความคิดและพฤติกรรม สามารถบอกถึงรูปแบบของพฤติกรรมของบุคคลเพื่อให้คุณสามารถผลักดันการมีส่วนร่วมและทำให้พนักงานของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น รูปแบบความคิดด้าน Analytical คนที่มีรูปแบบความคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical) จะชื่นชอบข้อมูลและความเชี่ยวชาญ ต้องแน่ใจว่ามีการวิจัยที่มีคุณภาพ ผังงานต่างๆ และข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกในเนื้อหาของคุณให้แก่พวกเขา ที่สำคัญควรที่จะให้ข้อมูลบางอย่างล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมในกลุ่มสามารถอ่านก่อนได้ เพราะหากพวกเขาได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะที่เขาจะได้พัฒนาในหลักสูตร และการถามคำถามที่สำคัญอย่างการพูดคุยกันในกลุ่ม การอภิปรายในห้องเรียน หรือ Digital board และแบ่งปันคำตอบกันก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกันสำหรับการเรียน รูปแบบความคิดด้าน Structural ในการสร้างความสัมพันธ์กับนักคิดเชิงแบบแผนจะต้องมีการปฏิบัติ แนวทางและ Agenda ที่ชัดเจน (หรืออย่างน้อยให้ผู้เข้าร่วมทราบหากคุณจะมีการเปลี่ยนทิศทางของงาน) โดยจัดทำบทสรุปสาระสำคัญที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่มีลักษณะทางความคิดเชิงแบบแผนมักจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านประสบการณ์จริงและกิจกรรมที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในการ Upskill ให้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการฝึกอบรม กิจกรรมต่างๆที่พวกเขาเข้าร่วมและการใช้งานโดยตรงกับตำแหน่งงานในปัจจุบันหรืออนาคตของพวกเขา รูปแบบความคิดด้าน Social ผู้ที่มีความคิดเชิงสานสัมพันธ์ (Social) จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากผู้อื่น อย่างเช่น เรื่องราวส่วนตัว การยกตัวอย่าง และภาพที่เชื่อมโยงกับผู้คนซึ่งจะดีมากหากคนเหล่านั้นเป็นคนที่พวกเขารู้จัก! หรือสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์เข้ากับเนื้อหา

    08/11/2022
  • The Great Resignation and Quiet Quitting

    The Great Resignation อะไรทำคือสาเหตุที่ทำให้พนักงานจำนวนมากลาออกในช่วงเวลาเดียวกัน? ท่ามกลางสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการที่ทำให้คนลาออกจากงาน นักเศรษฐศาสตร์แนะนำว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลักๆ คือการเปิดรับสมัครงาน  “คนส่วนใหญ่ที่ลาออกจากงาน กำลังลาออกเพื่อไปทำงานอื่น” Ryne ชี้ให้เห็น เราเห็นอัตราการเปิดรับสมัครงานที่แตกต่างกันในอุตสาหกรรมต่างๆ การค้าปลีก การดูแลสุขภาพและบริการด้านอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่เราได้เห็นการเลิกบุหรี่มากที่สุด ในอุตสาหกรรมเหล่านี้และอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การ บริการการศึกษาหรือบริการฉุกเฉิน อาจไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้เสมอไป ความเครียดจากสภาพแวดล้อมที่พนักงานต้องรับชั่วโมงหรือหน้าที่ความรับผิดชอบของเพื่อนร่วมงานที่ลาออกอาจนำไปสู่ความเหนื่อยหน่ายได้โดยตรง “นี่อาจเป็นคำถามที่ดีกว่า: อะไรเป็นสาเหตุของการเปิดรับสมัครงาน” ในช่วงการระบาดของ COVID-19 ผู้คนที่อาจกำลังพิจารณาว่าจะลาออกได้มีงานทำเนื่องจากความไม่แน่นอนของตลาดการจ้างงาน เมื่อผู้คนเริ่มกลับไปทำงานแล้ว พวกเขาคงแสดงท่าทีเต็มใจที่จะลาออก การระบาดใหญ่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องประเมินลำดับความสำคัญของพวกเขาใหม่ บางคนลาออกจากงานไปโดยสิ้นเชิง บางคนยอมรับความยืดหยุ่นของการทำงานระยะไกล (Remote work) และบางคนเลือกการเป็นผู้ประกอบการ การประกอบอาชีพอิสระ หรือ Gig work บุคลิกภาพและค่านิยม (Personality and Values) จากมุมมองด้านบุคลิกภาพ พนักงานที่อาจเปลี่ยนลำดับความสำคัญและเปลี่ยนแปลงอาชีพครั้งใหญ่ ได้แสดงแนวโน้ม 4 ประการใน Hogan Personality Inventory (HPI) และ Motives, Values, Preferences Inventory (MVPI) จากมุมมองขององค์กร มี 3 รูปแบบที่ต้องจำไว้ว่าพนักงานมักจะมองหาเมื่อต้องเริ่มหางานใหม่ Quiet Quitting

    07/11/2022
  • 7 วิธีเพิ่มขวัญกำลังใจของพนักงาน (7 Ways to Boost Employee Morale)

    “มุมมองของพนักงานต่อองค์กร อาจมีผลต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำงาน ซึ่งองค์กรธุรกิจอาจพบว่าตัวเองกำลังพยายามหาแรงจูงใจเพื่อรักษาพนักงานและอาจเป็นเรื่องท้าทายในการที่จะเพิ่มขวัญกำลังใจของพนักงานได้” โดย ADGES ได้รวบรวมประโยชน์ 7 วิธีในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจของพนักงานเพื่อช่วยให้พนักงานของคุณรู้สึกตื่นเต้นและมีส่วนร่วมกับองค์กร 1. ชื่นชมความสำเร็จของพนักงาน (Recognize employees achievements) พนักงานที่รู้สึกว่านายจ้างไม่เห็นคุณค่าจะขาดแรงจูงใจและอาจไม่พอใจกับบทบาทของตนที่ได้รับในบริษัท การยอมรับความสําเร็จของทีมจากเจ้านายหรือนายจ้าง จะทําให้มั่นใจได้ว่าพนักงานรู้ว่าเจ้านายของพวกเขา ซาบซึ้งในผลงานและการมีส่วนร่วมในที่ทํางาน คุณสามารถมีส่วนร่วมโดยแสดงความยินดีกับพนักงาน เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรในเชิงบวก แม้ว่าการชื่นชมความสำเร็จของพนักงานเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่การให้รางวัลกับพนักงานที่มีผลงานที่ดี เช่น บัตรของขวัญ หรือของขวัญจากองค์กรเพื่อแลกกับความสําเร็จของพนักงาน ก็จะสามารถเพิ่มขวัญกําลังใจให้กับพนักงานได้มากพอสมควร 2. พิจารณาเสนอโบนัสประจำปี (Consider offering bonuses) สิ่งจูงใจทางการเงินเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มขวัญกําลังใจ สำหรับบริษัทที่สามารถจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ โบนัสอาจใช้เป็นแรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ทีมของคุณบรรลุเป้าหมายหรือเกินเป้าหมายในที่ทํางาน เช่น บรรลุเป้าหมาย KPI การขายขององค์กรในช่วงไตรมาสงบประมาณปัจจุบัน หรือทําโครงการสําคัญให้เสร็จก่อนกําหนด “โบนัสไม่ทําให้ธุรกิจของคุณเสียเงินมากมาย แม้แต่จํานวนเล็กน้อยก็สามารถช่วยเพิ่มความพึงพอใจของพนักงานได้อย่างมาก องค์กรสามารถพิจารณาให้โบนัสตามฤดูกาลได้ วิธีนี้อาจช่วยให้ธุรกิจรักษาความกระตือรือร้นของทีมในช่วงเวลาที่ยุ่งวุ่นวายมากขึ้นของปี” 3.  สร้างบรรยากาศการทำงานให้มีความสุข (Create a happy work environment) การหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดแง่ลบในที่ทำงาน สร้างสภาพแวดล้อมการทํางานที่ดีต่อสุขภาพโดยผสมผสานกระบวนการ นโยบายและการปรับปรุงทางกายภาพ อย่างการส่งเสริมวิธีการแก้ไขข้อขัดแย้งที่มีประสิทธิผลสามารถช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในการทำงานที่มีประสิทธิภาพ คุณยังสามารถลงทุนในการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพกับสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อให้รู้สึกเชิญชวนมากขึ้น เช่น การแต่งห้องทำงานที่ดูสงบด้วยต้นไม้ และการจัดหาห้องพักสำหรับพนักงานที่พนักงานสามารถพักผ่อนเติมพลังได้ 4. เสนอโอกาสความก้าวหน้าหรือการเติบโตของพนักงานในการทำงาน  (Offer career development opportunities) สมาชิกในทีมที่รู้สึกว่างานของตนสำเร็จมักจะมีขวัญกำลังใจมากกว่าคนที่รู้สึกไม่พอใจหรือไม่สนใจในบทบาทของตน

    04/11/2022
  • 10 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร

    จะเห็นได้ว่าหลายองค์กรที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับค่านิยม วัตถุประสงค์ และภารกิจขององค์กรนั้น มักจะมีผลงานที่ออกมาดีเหนือความคาดหมาย ส่วนองค์กรณ์หรือบริษัทที่มีให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กรณ์นั้น ผลงานและผลประกอบการณ์ก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ “จากการสำรวจล่าสุด CEO และผู้นำในฝ่ายทรัพยากรบุคคลกว่า 82% เชื่อว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน พวกเขาเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานเป็นตัวขับเคลื่อนพฤติกรรม นวัตกรรม แนวทางการบริการลูกค้า และอื่นๆ อีกมากมาย” แต่การระบุอย่างเจาะจงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงนั้นอาจเป็นเรื่องยาก แม้แต่ผู้นำที่มีประสบการณ์ก็อาจมองข้ามความเป็นจริงว่าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานของพวกเขาต้องการการปรับปรุง ดังนั้นการตระหนักถึงสัญญาณที่เล็กน้อยที่สุดก็เป็นสิ่งจำเป็น และนี่ก็คือสัญญาณ 10 ข้อ ที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่คุณต้องเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมภายในองค์กร 1. ประสิทธิภาพทางการเงินและตัวชี้วัดอื่น ๆ ต่ำกว่าเกณฑ์ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจเกิดขึ้นจากกระแสของธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามหากผลกำไรขององค์กรลดลงพร้อมกับตัวชี้วัดอื่น เช่น คะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าหรือมาตรฐานการบริการ ก็อาจเป็นผลกระทบมาจากคุณภาพของวัฒนธรรมองค์กร 2. บุคลากรในบริษัทรู้สึกลังเลที่ต้องสื่อสาร แม้จะเป็นการสื่อสารที่สำคัญก็ตาม การสื่อสารคือองค์ประกอบสำคัญของความเป็นองค์กร ลองสำรวจดูว่าบุคลากรในบริษัทของคุณลังเลที่จะต้องสื่อสารหรือพูดคุย แสดงความคิดเห็น แม้ในช่วงเวลาสำคัญหรือไม่ คุณอาจใช้เครื่องมืออย่าง Emergenetics ในการทำความเข้าใจรูปแบบที่แตกต่างกันของการสื่อสารของคนแต่ละประเภท หากพบว่าการสื่อสารในองค์กรไม่ราบรื่นนั่นก็หมายความว่าวัฒนธรรมภายในถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง 3. พนักงานเข้ากับผู้นำหรือเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ความเข้ากันไม่ได้อาจหมายถึงมีความเห็นต่างกัน ไม่ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น ไปจนถึงไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เครื่องมือ Emergenetics ช่วยให้เรารับรู้ข้อแตกต่างเหล่านี้และหาทางปรับปรุงแก้ไขต่อไปได้ เพื่อนำผลลัพธ์ไปใช้ในการประเมินสภาพแวดล้อมและเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรของคุณ 4. คู่แข่งไม่หยุดที่จะก้าวนำหน้าองค์กรของคุณ ในฐานะผู้นำหนึ่งในงานของคุณคือจับตาดูตลาดและการแข่งขัน

    01/11/2022
  • กุญแจสำคัญ 9 อย่าง ที่จะทำให้องค์กรพร้อมสำหรับอนาคต (9 Keys to Becoming a Future-Ready Company)

    การเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมถึงและติดต่อ การลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และการใช้ Automation ที่สูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร กำลังเปลี่ยนวิธีที่องค์กรจะวางแนวทางของตัวเอง เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต 1. มั่นคงในวัตถุประสงค์ขององค์กร (Take a Stance on Purpose) วัตถุประสงค์นั้นจะช่วยให้คนหาวิธีในการรับมือกับความไม่แน่นอน ผลักดันให้เกิดคำมั่นสัญญาต่างๆ และเผยศักยภาพด้านการตลาดใหม่ๆ ที่ยังไม่ถูกค้นพบ “McKinsey พบว่า 83% ขององค์กรที่มีผลประกอบการยอดเยี่ยม ได้วางวัตถุประสงค์ไว้ในหัวใจหลักของทุกๆ กิจกรรมขององค์กร” 2. ขัดเกลาสิ่งที่มีคุณค่าในองค์กร (Sharpen Your Value Agenda) การที่องค์กรตระหนักรู้ว่าสิ่งที่มีคุณค่านั้นอยู่ที่ไหนในองค์กร จะทำให้การปรับเปลี่ยนทรัพยากรต่างๆ เป็นไปได้ง่าย เมื่อสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญนั้นเปลี่ยนไป “องค์กรที่มีการขยับขยาย โยกย้าย และปรับเปลี่ยน Talent ไปยังงาน หรือโปรเจคใหม่ๆ ที่มีมูลค่าสูงอยู่เสมอนั้น จะสามารถมอบกำไรให้กับผู้ถือหุ้นมากกว่าสองเท่าเลยทีเดียว” 3. ให้วัฒนธรรมองค์กรเป็นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ (Use Culture as Your ‘Secret Sauce’) วัฒนธรรมองค์กรนั้นไม่ควรจะเป็นเพียงแค่คำกล่าวสวยหรูหรือสโลแกนที่เขียนไว้บนผนัง หรือเป็นเพียงสิ่งที่ติดอยู่ใน Signature ในอีเมล์เท่านั้น

    01/11/2022
  • 8 Key Insights ความฉลาดทางอารมณ์ ทักษะสำคัญที่ผู้นำในควรมี (Emotional Intelligence)

    By Danniel Goleman “ความฉลาดทางด้านอารมณ์” หรือ “Emotional Intelligence” คือ ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ความรู้สึก และสามารถบริหารจัดการอารมณ์และการการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม เพื่อการใช้ชีวิตของตัวเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ในแง่ของการเป็นผู้นำหรือหัวหน้านั้น “ความฉลาดทางด้านอารมณ์” จึงเป็นทักษะที่จำเป็นต้องมีเป็นอย่างมากในบทบาทผู้นำที่จะสร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจของพนักงาน ตลอดจนส่งเสริมความมีประสิทธิผลให้กับองค์การ ให้นำพาองค์กรและพาทีมและองค์กรก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ 3 ลักษณะความฉลาดทางอารมณ์ที่ผู้นำควรมี 1. ทักษะ (Skill) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ นำทางความคิด และพฤติกรรม 2. ความรู้สึก (Feeling) การจัดการความรู้สึก ที่จะส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมความรุนแรง 3. สมอง (Brain) การจัดการความรู้สึกที่จะส่งผลให้มีแนวโน้มของพฤติกรรมความรุนแรง ผลกระทบของความรู้สึกเชิงบวกและเชิงลบ อารมณ์ (Emotions) สามารถช่วยเราได้ “ในการสังเกตุความรู้สึกคนอื่นและคาดการณ์การกระทำที่ดีของผู้อื่นได้” อารมณ์ (Emotions) สามารถทำร้ายเราได้ ความรู้สึกของเราอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล จนทำให้นำไปสู่อารมณ์ความรู้สึกผิด Teach Emotional Intelligence หัวหน้างานและลูกทีมส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของกันและกัน หัวหน้างานและลูกทีม สามารถพัฒนาร่วมกันในการให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ ชื่นชมพนักงานที่บริหารจัดการอารมณ์ได้ดี สนับสนุนให้พนักงานสื่อสารความรู้สึกและสิ่งต่างๆ ออกมา โดยสรุปแล้วผู้นำสามารถสร้างความฉลาดทางด้านอารมณ์ได้ แบ่งออกเป็นหลักสำคัญ

    28/10/2022
  • 8 Key Insights ความฉลาดทางอารมณ์ ทักษะสำคัญที่ผู้นำในควรมี (Emotional Intelligence)

    By Danniel Goleman “ความฉลาดทางด้านอารมณ์” หรือ “Emotional Intelligence” คือ ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ความรู้สึก และสามารถบริหารจัดการอารมณ์และการการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม เพื่อการใช้ชีวิตของตัวเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ในแง่ของการเป็นผู้นำหรือหัวหน้านั้น “ความฉลาดทางด้านอารมณ์” จึงเป็นทักษะที่จำเป็นต้องมีเป็นอย่างมากในบทบาทผู้นำที่จะสร้างขวัญกำลังใจและแรงจูงใจของพนักงาน ตลอดจนส่งเสริมความมีประสิทธิผลให้กับองค์การ ให้นำพาองค์กรและพาทีมและองค์กรก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้ 3 ลักษณะความฉลาดทางอารมณ์ที่ผู้นำควรมี 1. ทักษะ (Skill) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ นำทางความคิด และพฤติกรรม 2. ความรู้สึก (Feeling) การจัดการความรู้สึก ที่จะส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมความรุนแรง 3. สมอง (Brain) การจัดการความรู้สึกที่จะส่งผลให้มีแนวโน้มของพฤติกรรมความรุนแรง ผลกระทบของความรู้สึกเชิงบวกและเชิงลบ “ในการสังเกตุความรู้สึกคนอื่นและคาดการณ์การกระทำที่ดีของผู้อื่นได้” ความรู้สึกของเราอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องตัดสินใจอย่างไร้เหตุผล จนทำให้นำไปสู่อารมณ์ความรู้สึกผิด Teach Emotional Intelligence โดยสรุปแล้วผู้นำสามารถสร้างความฉลาดทางด้านอารมณ์ได้ แบ่งออกเป็นหลักสำคัญ 5 ข้อคือ 1. การรู้จักตนเอง (Self-Awareness) 2. การควบคุมตัวเอง (Self-Regulation) 3. การมีแรงจูงใจ (Motivation) 4. การเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง(Empathy) 5.

    28/10/2022
  • 6 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำ

    ความเปลี่ยนแปลงคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรสามารถเติบโตต่อไปได้ มนุษย์เราเองก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่จะทำอย่างไรให้เรายังคงเป็นคนเดิมที่เติบโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้นรวมถึงได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่จำเป็น “การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นผู้นำก็เช่นเดียวกัน…” กุญแจสำคัญก็คือการยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และนี่ก็คือ 6 สิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงมากที่สุด เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่มีประสบการณ์ 1. เปลี่ยนแนวคิดการเป็นผู้นำ คุณไม่ได้เป็นผู้นำเสมอไป มันต้องใช้เวลา ความพยายามและการเรียนรู้เพื่อให้คุณได้รับความเคารพจากคนอื่นๆ และที่สำคัญที่สุดคุณต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเป็นหัวหน้าและการเป็นผู้นำ สัญชาตญาณในการให้คำชี้แนะแก่ผู้อื่นอาจอยู่ในตัวของคุณ แต่คุณก็ยังต้องการการเปลี่ยนแปลงและลับคมสัญชาติญาณเพื่อเพิ่มความสามารถของทักษะเหล่านั้น 2. ก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย การเคารพความคิดของคนอื่นคือเรื่องสำคัญที่ผู้นำมือใหม่มักมองข้าม การเปิดกว้างและรับฟังความเห็นของพนักงานคนอื่นอย่างกระตือรือร้นช่วยให้คุณได้รับความเคารพมากขึ้น และมีแนวโน้มว่ามันจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นผู้นำที่เคร่งครัดและเข้มงวด 3. เปลี่ยนจากการโฟกัสที่ปัญหา ไปสู่การแก้ไข ผู้นำที่มีความสามารถจะไม่เสียเวลาไปกับการบ่นถึงสารพัดปัญหาหรือมัวแต่โทษว่าใครคือตัวการ แต่พวกเขาจะโฟกัสไปที่แนวทางการแก้ไข แน่นอนว่าผู้นำต้องเข้ามาจัดการเมื่อเกิดปัญหาขึ้น แต่ต้องใช้วิธีที่สามารถทำให้ทีมก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ยึดติดแต่กับปัญหาที่เกิดจนลืมมองภาพรวม การมองข้อผิดพลาดอย่างมีสติ ระดมสมองหาทางแก้และนำสิ่งที่พลาดมาปรับปรุง คือทัศนคติที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรและพนักงานมากที่สุด 4. มีวิสัยทัศน์ ผู้นำมักเริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการบริหารจัดการผู้คน แนวคิดหรือความท้าทาย รวมถึงมีมุมมองการแก้ปัญหาแบบวันต่อวัน แต่อันที่จริงแล้วการฝึกตัวเองให้มีวิสัยทัศน์ มองภาพรวมขององค์กรและการทำงานในมุมกว้างก็เป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จเช่นกัน 5. ตระหนักว่าความเป็นผู้นำนั้นไม่คงที่ ผู้นำชื่อดังระดับโลกไม่เคยหยุดไขว่คว้าความสำเร็จหรือหยุดเพิ่มทักษะให้กับตัวเอง พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่เป็นคำตอบที่ถูกในวันนี้ พรุ่งนี้อาจกลายเป็นเรื่องผิด ดังนั้นพวกเขาจึงยังมุ่งมั่นทำงานและเรียนรู้เพื่อปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเสมอ “การเป็นผู้นำนั้นต้องหมั่นศึกษาและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา มิเช่นนั้นแล้วคุณอาจสูญเสียความสามารถในการเป็นผู้นำไป” 6. เข้าใจว่า “ความเป็นผู้นำ (Leadership)” ไม่เกี่ยวกับ “การเป็นผู้นำ

    27/10/2022
  • 3 Hallmarks of Powerful Coaching Relationships

    3 สิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ในการโค้ช Leader As Coach (ผู้นำในฐานะโค้ช) มีความแตกต่างจาก External Coach (โค้ชจากภายนอก) อย่างไร หัวใจสำคัญ คือ ความสัมพันธ์ในการที่จะโค้ชมีความเหมาะสมไหม จากมุมมองของผู้ถูกโค้ชซึ่งเราจะขอเรียกว่า “Talent” มักจะตั้งคำถามว่าเราเชื่อใจและให้สิทธิ์ในการเป็นโค้ชแก่ผู้นำท่านนั้นแล้วหรือยัง การเรียนรู้ในฐานะที่เป็น Leader As Coach มีความแตกต่างในเรื่องของการเป็น External Coach ในขณะที่โค้ชจากภายนอกจะเข้ามาเมื่อถูกจ้างให้มาทำโค้ชแต่ Leader As Coach ที่เป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงานที่เราทำงานร่วมกันในทุกๆ ดังนั้น สิ่งที่เราเชื่อและสิ่งที่เราทำจะเป็น Personal Brand ที่ติดตัวเรา ผู้บริหารบางท่านผ่านการอบรมมาแล้วหลายหลักสูตร มีประสบการณ์ในด้านการโค้ชมานับไม่ถ้วน แต่อาจไม่ได้ให้สิทธิ์ในการเป็นโค้ชเนื่องด้วยคำพูดเรื่องโค้ชกับการกระทำไม่ได้สอดคล้องกัน ทุกครั้งที่ทาง ADGES ได้มีโอกาสทำหลักสูตรให้กับทาง Bluepoint Leadership เรามักจะถามผู้เข้าร่วมอบรมว่า ‘จริงๆ แล้ว เราเปิดรับการโค้ชจากทุกคน หรือเราเองก็เลือกที่จะฟังใคร และไม่ใช่ทุกคนที่เราให้สิทธิ์ในการเป็นโค้ช’ ผู้เข้าร่วมอบรมหลายท่านส่วนมากบอกว่า ‘ต่อให้เป็น CEO ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมให้โค้ชง่ายๆ’ ยิ่งเป็นการอบรมให้กับกลุ่ม New

    24/10/2022
  • การออกแบบโครงการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ขององค์กร (Designing World-Class New Gen. Leaders Program)

    “เราจะสร้าง New Gen. Leader Program อย่างไรและที่สำคัญไปกว่านั้นคือจะสร้างไปทำไม?” องค์กรจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำรุ่นใหม่ๆมาเติมเต็มทางด้านธุรกิจขององค์กรและสามารถขับเคลื่อนธุรกิจขององค์กรไปในสถานการณ์ซึ่งสามารถแข่งขันได้อนาคต วันนี้แอดเจสจึงอยากนำเสนอแนวคิด 4 ประการ ที่จะทำให้องค์กรสามารถออกแบบหลักสูตร New Gen. Leader ให้ประสบความสำเร็จ ข้อแรก องค์กรต้องมีความชัดเจนว่า Performance ขององค์กรและของ New Gen. Leader ว่าคือเรื่องใด หลากหลายองค์กรไม่ได้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าอะไรคือ Performance และในเรื่องของ Potential หรือศักยภาพ คำถามคือ ถ้าทำงานในตำแหน่งปัจจุบันได้ดี เราจะคาดเดาได้เลยไหมว่างานในอนาคตนั้นก็จะต้องทำได้ดีเหมือนกัน ผู้บริหารเก่งๆ หลายท่านทำงานในตำแหน่งปัจจุบันได้ดี แต่พอเมื่อได้รับการ Promote ในตำแหน่งงานที่สูงขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้นกลับไม่มีความพร้อม เพราฉะนั้นเกิดอะไรขึ้น? สิ่งที่เราเจอในหลากหลายองค์กรคือคำว่า ศักยภาพไม่มีการชี้วัดอย่างชัดเจน หลายองค์กรเก่งในเรื่องการวัดประสิทธิภาพในปัจจุบัน แต่เมื่อถึงบริบทที่ต้องถามตนเองว่า แล้วผู้บริหารท่านนั้นพร้อมสำหรับในอนาคตหรือไม่ กลับไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบโจทย์ ข้อ 2 แล้วการวัดศักยภาพวัดอย่างไร? หลายองค์กรใช้ Concept ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Competency หรือ Leadership competency ต่างๆ

    17/10/2022
  • 7 เทคนิคเสริมกำลังให้กลยุทธ์การรักษาพนักงาน (Employee Retention)

    การสูญเสียพนักงานที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นเรื่องยากสำหรับองค์กร มันไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบถึงกำลังใจในการทำงานและผลผลิตของบริษัทเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การเพิ่มต้นทุนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การมองหาสมาชิกใหม่ของทีมเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก ทำให้ฝ่าย HR มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระบวนการจ้างงาน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญไม่แพ้กันก็คือการลงทุนในกลยุทธ์เพื่อรักษาพนักงาน (Retention) เอาไว้ขณะที่พวกเขายังอยู่กับองค์กร กรณีตัวอย่างของการเพิ่มอัตราเก็บรักษาพนักงาน ต้นทุนการเทิร์นโอเวอร์พนักงานขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าที่ ประสบการณ์และทักษะเฉพาะบุคคล งบประมาณบางช่วงอาจสูงเป็นสองเท่าของเงินเดือนสำหรับตำแหน่งผู้บริหารเลยทีเดียว ดังนั้น ขณะที่คุณประเมินกลยุทธ์การเก็บรักษาพนักงาน อย่าลืมพิจารณาผลประกอบการประจำปีของบริษัทรวมถึงเงินเดือนเฉลี่ยของพนักงานเพื่อมองหาต้นทุนที่แท้จริงให้กับองค์กร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยทำให้ตระหนักถึงลกระทบจากการไม่ลงทุนในการมีส่วนร่วมของพนักงาน 7 กลยุทธ์เพื่อการเก็บรักษาพนักงาน 1. การจ้างงาน (Onboarding) “Glassdoor กล่าวว่า องค์กรที่มีกระบวนการจ้างงานที่แข็งแกร่งช่วยพิ่มอัตราการเก็บรักษาพนักงานใหม่ได้ถึง 82 เปอร์เซ็นต์ เพราะบริษัทมอบประสบการณ์เชิงบวกให้พวกเขาจนทำให้พนักงานใหม่มีแนวโน้มยึดติดกับองค์กรมากขึ้น” ดังนั้น ควรลืมลงทุนให้กับ เวลา การวางแผน และประสบการณ์เชิงบวกสำหรับการจ้างงานใหม่ทุกครั้งตั้งแต่วินาทีแรกที่พนักงานตกลงทำงานร่วมกับคุณ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างน้อย 90 วันแรกให้กับพวกเขา จะทำให้การจ้างงานส่งผลกระทบเชิงบวกมากขึ้นโดยการนำเครื่องมืออย่าง Emergenetics® มาใช้ร่วมกับกระบวนการของคุณได้ 2. การฝึกอบรมและพัฒนา (Training and development) “พนักงานชื่นชอบบริษัทที่ลงทุนในความสำเร็จ จากรายงานของ LinkedIn เผยว่า พนักงานร้อยละ 93 จะอยู่กับบริษัทนานขึ้นหากพวกเขาได้รับการลงทุนในอาชีพ” ดังนั้นเพื่อการเก็บรักษาพนักงาน

    17/10/2022
  • The Future Of Work Will Demand These 8 New Skills

    8 ทักษะใหม่ ที่อนาคตแห่งการทำงานต้องมี โลกนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย อนาคตแห่งการทำงานนั้นใกล้เข้ามาทุกที ในขณะที่เราได้เริ่มกับการทำงานที่บ้าน และการกลับไปทำงานนั้นจะไม่ใช่การกลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นเกมใหม่ และการที่คนเราจะประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องมีทักษะใหม่ๆ ซึ่งอาจจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว จากการศึกษาของ Monster.com พบว่า 82 % บริษัทมีแผนที่จะจ้างพนักงานในปีใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีในด้านโอกาสในเรื่องอาชีพและหน้าที่การงาน แต่เราต้องมีทักษะใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าทักษะที่เคยมีที่ในอดีตทำให้เราประสบความสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ในอนาคต 8 ทักษะใหม่ที่ต้องเรียนรู้ เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป 1. พร้อมรับกับความไม่ชัดเจน (Ambiguity) เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีทักษะที่จะสามารถรับมือกับความไม่ชัดเจน และยิ่งจะดีกว่านั้นหากเราเปิดใจรับกับความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอนได้ เมื่อการเปลี่ยนแปลงมีมากขึ้น และนี่หมายถึงความไม่แน่นอนจะกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ การศึกษาด้านสมองได้พิสูจน์ว่ามีสิ่งหนึ่งที่คนเราต้องการมากที่สุดคือ “ความแน่นอน” และคนเราก็มักจะหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนและคลุมเครือ “ทักษะใหม่ที่เราควรต้องฝึกฝนพัฒนา ด้วยการเปิดใจพร้อมรับกับความไม่รู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ” แม้ในขณะที่ไม่มีข้อมูลอย่าเพียงพอก็ตาม 2. ความอยากรู้ (Curiosity) ท่ามกลางความไม่ชัดเจนและไม่แน่นอน แต่ความสงสัยใคร่รู้อย่างแรงกล้าจะคอยนำทางให้เรา ยิ่งเข้าใจประเด็นต่างๆ มากขึ้นก็จะยิ่งจะสามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นรูปร่างที่ชัดเจนขึ้น “คนที่สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันได้เร็วที่สุด จะเป็นผู้ชนะ” การเปิดใจและอยากเรียนรู้นั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เราจำเป็นต้องมี “ความกระหาย” ที่จะเรียนรู้ เข้าใจและรู้สิ่งต่างๆ

    14/10/2022
  • 4 ขั้นตอนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางจิตใจในที่ทำงาน (4 Steps to Boost Psychological Safety at Your Workplace)

    โดย Amy C. Edmondson และ Per Hugander “ทุกวันนี้คำว่า ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) ถูกพูดถึงอย่างมากมากแวดวงองค์กรธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก และดูเหมือนว่าจะเป็นที่รู้จักในธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยี ไปจนถึงบริการทางการเงิน” ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) มีมากขึ้นเนื่องจากเกี่ยวข้องกับที่เกี่ยวข้องกับ ความคล่องแคล่ว (Agility), ความหลากหลาย (Diversity), การหลอมรวม (Diversity) และ การทำงานระยะไกล (Remote working) แต่ด้วยความนิยมอย่างแพร่หลายนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่สำคัญอย่างหนึ่งในหมู่ผู้นำทางธุรกิจ คือ ความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety) จะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การดูแลรักษาสภาพจิตใจของพนักงานให้ดีในที่ทำงาน แต่ในความเป็นจริงนั้น Psychologically Safe Work นั้นหายาก การสร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Creating psychological safety) ความมั่นใจ ความตรงไปตรงมาและการถูกยอมรับในที่ทำงานถือเป็นความท้าทาย อีกทั้งยังใช้ความมุ่งมั่นและทักษะในระดับที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย ซึ่งเหตุผลนั้นเรียบง่าย เป็นเรื่องธรรมดาของพนักงานที่มีไอเดียแต่ไม่กล้าที่จะเสนอออกมา ลังเลที่จะถาม

    10/10/2022
  • Transformation as an individual journey

    การเปลี่ยนแปลงเป็นการเดินทางส่วนบุคคล “ถ้ามีคำถามว่ามีคนที่มีมุมมองที่น่าสนและเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในงานที่ดูแลอยู่ 5 ท่าน แต่มีเวลาสัก 45 นาทีในการมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำ Business Transformation” คำถามคือเราควรจะใช้เวลาอย่างไรและอะไรควรจะเป็น Agenda ของการพูดคุยกัน ในส่วนตัวเชื่อว่าผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จมักที่จะใช้เวลในการทำ Personal Reflection โดยตั้งคำถามกับตัวเองว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในเรื่องของชีวิตส่วนตัวหรือ Personal Insight เพื่อนำมาเชื่อมโยงกับ Business Insight เพราะมีความเชื่อว่าถ้าเรายังไม่มี Individual Transformation Journey เราคงไม่สามารถลุกขึ้นมาทำเรื่อง Business Transformation ได้สำเร็จ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ในขณะที่ทุกท่านคงมี Content เรื่อง Business Transformation หนักเตรียมไว้อยู่และพร้อมที่จะเปิด Powerpoint Slide แต่ผมมองว่าถ้ามีเวลาประมาณ 45 นาที อยากที่จะได้ยินเรื่อง Individual Transformation Journey นี้จากทุกท่านที่ร่วมมาเป็น Member ของทาง Business Transformation – Community of Practice ของทาง

    26/09/2022
  • Introduction to Emergenetics – Meeting of the Minds Workshop

    “Meeting of the Minds Workshop คือการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Emergenetics ซึ่งได้มีการจัดมาแล้วทั่วโลก โดยได้ถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมเข้าใจถึงรูปแบบความคิดและรูปแบบพฤติกรรมที่แตกต่างของบุคคล” ผ่านข้อมูลที่สะท้อนใน Emergenetics Profile และกิจกรรมใน workshop ที่เข้าใจง่าย สนุกสนาน และส่งเสริมการการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมอบรมตระหนักรู้ตัวตนของตัวเอง รวมทั้งเข้าใจและตระหนักถึงศักยภาพของทีมมากขึ้น โดยผู้สอน (หรือ Associate) ที่มากด้วยประสบการณ์และผ่านการรับรองจาก Emergenetics International ทั้งรูปแบบของ workshop แบบครึ่งวัน และเต็มวัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความต้องการของผู้เข้าร่วมหรือกลุ่มองค์กร “Emergenetics พัฒนาจากการผสมผสานของแนวคิดที่เชื่อว่า ตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุกวันนั้น เกิดจากพฤติกรรม ประสบการณ์ชีวิต และลักษณะทางพันธุกรรม คำว่า Emergenetics ซึ่งมาจากรากศัพท์ 2 คำ คือ emerging (การพัฒนาจนเป็นรูปแบบขึ้นมา) และ genetics (ยีนส์ที่ถ่ายทอดกันมาทางพันธุกรรม)” Emergenetics สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจเรื่องการปฏิสัมพันธ์ของคนเรา ผ่านการเรียนรู้จาก Emergenetics Profile ซึ่ง Emergenetics

    07/09/2022
  • Should Leaders be Consistent or Flexible?

    ผู้นำควรมีความคงเส้นคงวา หรือมีความยืดหยุ่น ตลอดหลายปีมานี้ มีคำพูดมากมายที่พยายามบอกเราว่าภาวะผู้นำคืออะไร และผู้นำแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร เช่น “ภาวะผู้นำคือศิลปะ ซึ่งตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์” “ภาวะผู้นำคือสิ่งที่คุณทำร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช่สิ่งทำกับผู้อื่น” “ผู้นำทำสิ่งที่ถูกต้อง ในขณะที่ผู้จัดการมีหน้าที่ทำทุกสิ่งให้ถูกต้อง” และถ้าศึกษาจากอดีต ความสนใจในหัวข้อนี้ก็ยังไม่ได้หายไปไหนในเร็วๆ และยังคงมีความปรารถนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และยังคงไม่สิ้นสุดที่จะระบุว่าใครคือผู้นำ ศึกษาว่าพวกเขามาจากไหน พวกเขาทำอะไร และค้นหา (ขั้นตอนต่างๆ ซึ่งหวังว่าจะสามารถถ่ายmอดต่อได้) ในการก้าวไปสู่การเป็นผู้นำ อย่างน้อยส่วนหนึ่งของความอยากรู้อาจเนื่องมาจากหัวข้อนี้เองมีองค์ประกอบของหลักปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผ่านการบูรณาการมาอย่างยาวนาน จนเกิดการยอมรับโดยทั่วไป ถึงคุณค่าที่มีความเฉพาะ เช่น คำถาม: “ผู้นำควรมีความคงเส้นคงวาหรือความยืดหยุ่น” คำตอบ: “ทั้งสองอย่าง!” ขออธิบายเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย ความคงเส้นคงวา (Consistent) ต้องยอมรับว่า มีคุณลักษณะ บุคลิกภาพ และมุมมองบางอย่างที่ผู้นำต้องมีอยู่เสมอทุกครั้ง ซึ่งต่อไปนี้คือ 3 คุณลักษณะ เพื่อเป็นตัวอย่างในการพิจารณา (และยังมีอีกหลายคุณลักษณะนอกเหนือจากนี้) 1) การคาดเดา (Guess) /การมองเห็นแนวโน้มและจัดการล่วงหน้า (Plan) / มุมมอง (Mindset) ผู้นำที่มีประสิทธิภาพต้องมีมุมมองจากระบบความเชื่อหรือค่านิยมว่า “ทุกคนล้วนมีดี” กล่าวคือ “ทุกคนมีความสามารถติดตัวมาแต่กำเนิด

    07/09/2022
  • OKR for Mindfulness Organization

    ตั้งใจมานานมากแล้วว่าอยากที่จะเอาความรู้ ความสามารถในงานที่ทำในเรื่องของการพัฒนาคน ทีมงาน และองค์กร ผ่านมุมมองในเรื่องของการสร้างการตระหนักรู้หรือ Self-Awareness ไปผนวกกับเรื่องทางด้านธรรมะซึ่งมีความลึกซึ้งและบางครั้งกลับติดข้อจำกัดในเรื่องการนำเสนอมากมายทั้งๆ ที่ Content ทางโลกไม่มีข้อจำกัดและมีวิธีการนำเสนอที่ไปไกลจนน่าตกใจ หลายคนคงเคยไป Course ปฏิบัติธรรมแล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่า “รู้สึกดีมากตอนอยู่ใน Course แต่พอออกมาจะใช้ได้จริงมากน้อยแค่ไหน“ ผมเองก็อยู่ในวังวนขององค์กร เป็นคนสอน คนเรียน ที่ปรึกษา โค้ช อาจารย์ ในวงการธรรมะก็คงเป็นได้แค่ลูกศิษย์ และคนตั้งโต๊ะชวนผู้คนที่หลากหลาย มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์ แต่ก็ต้องนับว่าตัวเองโชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนรู้กับครูบาอาจารย์และท่านแม่ชี รวมถึงพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ฆราวาสที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติธรรมและแนวทางการพ้นทุกข์ เขียนมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกขำ เวลาพูดถึงเรื่องพ้นทุกข์ต้องแอบๆ พูดเดียวจะหาว่าบ้า แต่ถ้าจะพูดถึงการหาเงินมามากๆ ใช้เงินมากๆ อันนี้ไม่กลัวเพราะเป็นเรื่องปกติ และเมื่อได้รับโอกาสจากทาง สวนโมกข์กรุงเทพฯ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ที่ขยันขันแข็งในการเร่งทำงานด้านธรรมะ และที่มีหลายๆโครงการที่ทำกับทาง สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย PMAT หนึ่งในโครงการที่คิดจะทำกันอยู่แล้ว คือเรื่องที่ ดร. วิรไท สันติประภพ ได้รับแนวคิดในเรื่องขององค์กรรมณีย์หรือ Mindfulness Organization มาจาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ประยุทธ์

    06/09/2022
  • HR 3.0: How Can HR Deliver Value to All Stakeholders Business & People

    Dave Ulrich, PeopleMatter TechHR 2022 ในงาน Tech Conference ทางด้าน HR ที่ใหญ่ที่สุดใน Southeast Asia นั้นก็คืองาน TechHR ที่จัดโดย People Matters โดยครั้งล่าสุดที่ทาง People Matters ได้เชิญผู้บริหารและ CHRO จากบริษัทจดทะเบียนไทยก็คือในปี 2019 หลังจากนั้นการจัดงานก็กลับมาเป็นในรูปแบบของ Virtual เนื่องด้วยสถานการณ์ทางด้าน COVID แต่ในปีนี้ทาง People Matters ได้กลับมาจัดงานอีกครั้ง โดย Theme ในครั้งนี้จะเป็นในเรื่อง Fresh Eyes และในเรื่อง Rethink What’s Possible โดย Keynote Speaker ในปีนี้คือ Professor Dave Ulrich ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น Father of Modern HR และยังเป็น

    29/08/2022
  • How Company Culture Shapes Employee Motivation

    วัฒนธรรมบริษัทสามารถหล่อหลอมแรงบันดาลใจของพนักงานอย่างไร ในการประชุมเชิงกลยุทธ์ครั้งล่าสุดที่เหล่าผู้นำจากบริษัทที่อยู่ในรายชื่อ Fortune-500 คำว่า “วัฒนธรรม” (Culture) มีการกล่าวถึงกว่า 27 ครั้งภายใน 90 นาที ผู้นำธุรกิจเชื่อว่าวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จ แต่ถึงกระนั้น วัฒนธรรมก็ดูเหมือนจะเป็นพลังวิเศษที่มีเพียงบางคนที่รู้จักและรู้วิธีควบคุม ดังนั้น ผู้บริหารส่วนใหญ่จึงจัดการกับเรื่องนี้ตามสัญชาติญาณของตนเอง ผู้เขียนพบว่าการตอบคำถาม 3 คำถามนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจากเรื่องลึกลับให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ได้: 1) วัฒนธรรมขับเคลื่อนผลการทำงานได้อย่างไร 2) อะไรคือประโยชน์ของวัฒนธรรม 3) กระบวนการอะไรในองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม ผู้นำจะสามารถออกแบบวัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยเพิ่มผลการดำเนินงานให้สูงขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญคือจะวัดผลที่เกิดขึ้นได้อย่างไร วัฒนธรรมขับเคลื่อนผลการดำเนินงานได้อย่างไร (How Does Culture Drive Performance?) ผลงานของนักวิจัยหลายท่านพบว่าสามแรงจูงใจแรกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มผลการดำเนินงานให้สูงขึ้น ในขณะที่สามแรงจูงใจถัดมาคือตัวทำลาย ผู้เขียนพบว่าหลายบริษัทที่โด่งดังเรื่องวัฒนธรรม ตั้งแต่ Southwest Airlines ไปจนถึง Trader Joe’s มีการเพิ่มแรงจูงใจที่ดีให้มากที่สุด และลดแรงจูงใจที่แย่ให้เหลือน้อยที่สุด 1. การเล่น (Play) คือ การที่เรามีแรงจูงใจเพราะงาน เราทำงานเพราะสนุกกับมัน ครูที่มีแรงจูงใจคือการเล่นจะสนุกกับกิจกรรมหลักของการสอน เช่น วางแผนบทเรียน ออกข้อสอบ

    26/08/2022
  • Emergenetics and Self-Awareness

    การสื่อสารภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรต่อนโยบายของผู้บริหาร และส่งเสริมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร โดยองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลได้ให้ความสำคัญต่อการสื่อสารภายในองค์กรเป็นอย่างมาก เพื่อที่บุคลากรในองค์กรนั้นได้รู้จักตนเองและรู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคลในบริบทของทีม เพื่อนำไปสู่การสื่อสารและการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ Self-Awareness คืออะไร? Self-Awareness คือ การรู้จักตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เห็นถึงศักยภาพในด้านความคิด อารมณ์ ความรู้สึกและการแสดงออกต่าง ๆ รวมไปถึงการตระหนักถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่าสิ่งนั้นมีผลต่อตนเองอย่างไร “การวิจัยชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรามองเห็นตัวเองชัดเจน เราจะมีความมั่นใจและสร้างสรรค์มากขึ้น เราตัดสินใจได้ดีขึ้น สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามีโอกาสน้อยที่จะโกหก โกง และขโมย เราเป็นคนทำงานที่ดีขึ้นและได้รับการส่งเสริมมากขึ้น และเราเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น” “การวิจัยชี้ให้เห็นว่าเมื่อเรามองเห็นตัวเองชัดเจน เราจะมีความมั่นใจและสร้างสรรค์มากขึ้น เราตัดสินใจได้ดีขึ้น สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามีโอกาสน้อยที่จะโกหก โกง และขโมย เราเป็นคนทำงานที่ดีขึ้นและได้รับการส่งเสริมมากขึ้น และเราเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น” Emergenetics คืออะไร? Emergenetics คือ เครื่องมือในการสร้างความเข้าใจเรื่องการปฏิสัมพันธ์ผ่านการเรียนรู้จาก Emergenetics Profile ซึ่ง Emergenetics ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทีมสามารถนำเอาความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลในบริบทของทีม ซึ่ง Emergenetics ไม่ได้แค่เป็นแบบประเมิน แต่จะสร้างภาษาที่ง่าย เพื่อให้ความเข้าใจถึงความแตกต่างในด้านความถนนัดและด้านพฤติกรรมระหว่างบุคคล เป็นเรื่องง่ายและองค์กรสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ด้วยเหตุนี้ Emergenetics

    25/08/2022
  • Strategic Self-Awareness Coaching

    “Not Just ‘Skill’ but, more importantly, ‘Will’ to perform” การที่ใครสักคนจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กร เราต้องยอมรับว่าผู้ที่มาถึงระดับนี้ได้จะต้องมีความรู้ความสามารถและผ่านประสบการณ์ชีวิตมาพอสมควร แต่อย่างที่ Marshall Goldsmith ได้พูดไว้ว่า ‘What got you here, won’t get you there’ นั่นหมายความว่าความรู้และความสามารถที่ทำให้เราก้าวข้ามจากผู้บริหารชั้นต้นมาในจุดซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงอาจจะไม่มีความหมายอีกต่อไป ในเมื่อ บริบทของการเป็นผู้บริหารระดับสูงมีความแตกต่างออกไป หลายคนเป็นเริ่มเส้นทางการเป็นผู้บริหารโดยไม่ตั้งใจหรือที่เรารู้กันในชื่อที่ว่า Management by Accident หรือ MBA นั่นก็คืออาจจะคนทำงานที่ทำงาน Function ได้ดีเช่นดูด้าน Operation HR หรือ Marketing แต่เมื่อมาเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้วบทบาทและหน้างานมีความแตกต่างกันออกไป และอาจจะทำงานไม่ได้ดีเหมือนเดิม องค์กรมักที่จะแก้ปัญหาโดยส่งผู้บริหารระดับสูงไปเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติมไปอบรม Leadership Development หรือไม่ก็บางองค์กร นำเอา External Coach ข้างนอกเข้ามาเพื่อช่วยสร้างบทสนทนากับผู้บริหาร ซึ่งรูปแบบการทำโค้ชชิ่งก็มีค่อนข้างหลากหลายนับตั้งแต่การเป็น Life Coach ที่อาจจะให้น้ำหนักในเรื่องของการก้าวข้ามอุปสรรคอะไรบางอย่างหรือการตั้งคำถามกับตัวเอง พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำได้ บางองค์กรลงทุนในการสร้าง

    25/08/2022
  • ทักษะในการทำงานที่ดี (Can do) หรือ ทัศนคติในการทำงานที่ดี (Will do)

    “เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับ องค์กร หัวหน้าและ HR ว่าจะเลือกพนักงานใหม่ๆอย่างไรให้ Work รวมทั้งทำอย่างไรดีที่มีอยู่แล้วไม่ค่อย Work ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเปลี่ยนงานบ่อย แยกไม่ออกระหว่างเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ไม่ค่อยใส่ใจในงาน หรือเน้นเล่น Social เป็นงานหลัก” เรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อน แต่ทาง ADGES มีแนวคิดง่ายๆ โดยแนะนำให้องค์กรตั้งคำถาม 2 คำถาม 1.พนักงานคนนั้นมีทักษะในการทำงานที่ดี (Can do) หรือไม่มีทักษะ (Can’t do) 2.พนักงานคนนั้นมีทัศนคติในการทำงานที่ดี (Will do) หรือไม่มีทัศนคติที่ดี (Won’t do) จากคำถามสองข้อทำให้เราสามารถแบ่งกลุ่มพนักงานได้เป็น 4 กลุ่ม 1. Will-do & Can-Do, Engage Them พนักงานในกลุ่มนี้มีทัศนคติในการทำงานที่ดีพร้อมทั้งมีทักษะในการทำงาน องค์กรจำเป็นที่ต้องพนักงานกลุ่มนี้ให้เจอ สร้างขวัญและกำลังใจ ให้ผลตอบแทนที่ดี สร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน พร้อมทั้งแนวทางพัฒนาที่เป็นรูปธรรม เพื่อดึงศักยภาพของพนักงานกลุ่มนี้ให้มากที่สุด 2. Can-do & Won’t do, Coach

    25/08/2022
  • เหตุผลที่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับบุคลิกลักษณะ (Personality) มากกว่าความฉลาด (Intelligence)

    เราส่วนใหญ่ผู้ไม่ได้โชคดีที่เกิดมาพร้อมกับสมองขนาดเท่าไอน์สไตน์ หรือความมั่นใจในตัวเองในระดับที่สูงมาก อาจสงสัยว่าเราฉลาดพอที่จะทำตามความฝันได้หรือไม่ บางคนถึงกับปฏิเสธงานหรือไม่ไขว่คว้าโอกาสเพียงเพราะกลัวว่าตนจะไม่ฉลาดพอในการทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ นั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากอ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ใหม่ที่ค้นคว้าโดย James Heckman ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและคณะของเขา ได้แนะนำไว้ว่า IQ แทบไม่มีผลใดๆ กับความสำเร็จเลย บุคลิกลักษณะอยู่เหนือกว่าความฉลาด (Personality Trumps Smarts) ก่อนที่จะได้ข้อสรุปดังกล่าว ผู้วิจัยได้สืบค้นข้อมูลของคะแนน IQ ผลการทำแบบทดสอบมาตรฐาน เกรด และผลการประเมินบุคลิกลักษณะของคนกว่าหลายพันคนในอังกฤษ อเมริกา และเนเธอร์แลนด์จากคอลัมน์ Faye Flam ของนิตยสาร Bloomberg View (โดยคำแนะนำจากนิตยสาร Science of Us) จากนั้นจึงคำนวณว่าแต่ละปัจจัยสามารถทำนายรายได้ในอนาคตได้มากเพียงใด เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จในอนาคตขึ้นอยู่กับ IQ เช่นนั้นหรือ แน่นอนว่ามีคนที่ไม่เห็นด้วยอีกมากมาย เพราะ “ความสำเร็จ” ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่อยู่ในรูปแบบของผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้ ซึ่งนั่นเป็นคำที่นักวิทยาศาสตร์ใช้เรียกแทน และก็เป็นเพียงแค่ 1-2% เท่านั้น หากกล่าวด้วยภาษาทั่วไป คะแนน IQ นั้นแทบไม่สำคัญเลยกับความสำเร็จระดับโลก แล้วคุณลักษณะอะไรที่สำคัญกว่า เกรดหรือระดับคะแนน เป็นตัวชี้วัดที่ดีกว่าเล็กน้อยว่าในอนาคตจะมีรายได้สูง แต่ผู้วิจัยตั้งข้อสงสัยว่าไม่ใช่เพราะว่าเกรด

    19/08/2022
  • แค่วัฒนธรรมยังไม่เพียงพอ แต่ต้องเป็นวัฒธรรมที่ถูกต้องและส่งผลลัพธ์ที่เป็นบวกให้กับธุรกิจ

    เมื่อสองสามปีก่อนในยุโรป Dave Ulrich ได้ถามผู้นำธุรกิจกลุ่มหนึ่งว่าพวกเขามีวัฒนธรรมที่ถูกต้องหรือไม่ บางคนตอบว่าบริษัทของเขาซื้อตั๋วชมโอเปร่า ในวันนี้ ประเด็นเรื่องวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องขำขันหรือเรื่องที่สามารถเก็บไว้พิจารณาภายหลังได้อีกต่อไป แต่กลายมาเป็นจุดศูนย์กลางและหัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่ง Peter Drucker เคยกล่าวว่า “Culture eats strategies for breakfast” คำว่า วัฒนธรรม เป็นคำแห่งปี 2014 ของพจนานุกรม Merriam Webster และปรากฏบนหน้าปกและเรื่องราวต่าง ๆ ที่ลงเป็นประจำในนิตยสาร Harvard Business Review เป็นหัวข้อของหลายร้อยกิจกรรมนอกบริษัท รวมถึงเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญของงาน HR หลายบริษัทมีการเริ่มต้นเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม น่าเสียดายที่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมหลายครั้งเริ่มต้นด้วยการประโคมประชาสัมพันธ์และคำมั่นสัญญา แต่ก็จบลงด้วยความล้มเหลวและความผิดหวัง พวกเขาเริ่มต้นด้วยการประกาศว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญและอาจเป็นตัวกำหนดค่านิยมที่พึงปรารถนาซึ่งจะหล่อหลอมพฤติกรรมในเวลาต่อมา “แต่เส้นทางแห่งวัฒนธรรมจะกลายเป็นเหมือนทางตัน หากปราศจากการกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ชัดเจน” บ่อยครั้งที่วัฒนธรรมเป็นเรื่องของอดีต ไม่ใช่อนาคต และเป็นค่านิยมทั่วๆ ไป ไม่ใช่ค่านิยมที่ถูกออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ “เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องกำหนดวัฒนธรรมที่ถูกต้อง” อะไรคือเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม เราชอบเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้วยการกำหนดวัฒนธรรมที่ถูกต้องหรือเป้าหมายที่พึงปรารถนา ค่านิยมของวัฒนธรรมคือการหล่อหลอมพฤติกรรมที่ถูกต้อง แต่ใครกำหนดว่าอะไรถูกต้อง หรือเป็นค่านิยมส่วนตัวของผู้นำหรือลูกค้าที่ปฏิบัติตัวตามค่านิยมเหล่านั้นหรือไม่ “เราเชื่อว่าวัฒนธรรมที่ถูกต้องเริ่มต้นจากการระบุสิ่งที่ผู้นำต้องการให้องค์กรเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในอนาคต” ซึ่งหมายความว่าวัฒนธรรมภายในต้องเริ่มจากแบรนด์หรือเอกลักษณ์ขององค์กร และมีวัฒนธรรมที่ถูกต้องอยู่เหนือค่านิยมทั่วไป “บ่อยครั้งที่วัฒนธรรมเป็นเรื่องของอดีตไม่ใช่อนาคต

    19/08/2022
  • Transformation is a journey, not a destination

    Webinar Director’s Briefing : What is Business Transformation Actually? ขอขอบคุณทาง Thai Institute of Directors (IOD) ที่ให้โอกาสให้ทาง Business Transformation Community of Practice และขอขอบคุณ Panelist ทุกท่านที่สละเวลามาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่อง Business Transformation Journey ในองค์กรของแต่ละท่าน ที่กำกับดูแลอยู่นะครับ ไม่น่าเชื่อว่าคุยกันยาวเกือบสองชั่วโมง เป็น Panel ที่ยาวที่สุดเท่าที่เคย Moderate มา แต่ Comment ล่าสุดที่ได้ก็คือเวลาก็ยังน้อยไป เพราะแต่ละท่านมีประสบการณ์และมุมมองในเรื่อง Transformation ที่น่าสนใจ ตลอดสองชั่วโมงก็ได้เรียนรู้จากผู้เข้าร่วม Panel เยอะมาก “โดยบทสรุปที่สำคัญในเรื่องของ Business Transformation ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงในโลกของธุรกิจที่องค์กรจะต้องหา WHY และ HOW ขององค์กรให้เจอ” ก่อนที่จะรู้เรื่อง HOW แต่ละองค์กรคงมี

    18/08/2022
  • Creating a Purpose-Driven Organization

    สร้างสรรค์องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย เมื่อเกิดวิกฤตครั้งใหม่ในเรื่องของทั้ง COVID รวมถึงกระแสของ Digital Disruption ทำให้องค์กรและพนักงานต่างกลับมาทบทวนในเรื่องของเป้าหมายในการใช้ชีวิตรวมถึง Purpose ในการที่เราตื่นขึ้นมาทุกๆวันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งไหนกันแน่ ดังนั้นจึงไม่ใช้เป็นเรื่องแปลกที่องค์กรต่างลุกขึ้นมาพูดถึงเรื่อง Purpose หรือความต้องการที่จะตอบคำถามของพนักงานในองค์กรที่ว่าเรามีเป้าหมายในการทำงานและเป้าหมายชีวิตอย่างไร เพื่อที่จะให้เข้าใจเรื่องกระแสของการนำเรื่อง Purpose-Driven Organization ที่เริ่มที่จะเห็นองค์กรในประเทศไทยต่างตื่นตัวขึ้นมาเพื่อพยายามที่จะระบุถึง Purpose ขององค์กร ทาง CEO ของ ADGES ดร.ณัฐวุฒิ กลนิเทศ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์นักวิชาการและผู้บริหาร รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ และ คุณเพ็ญศรี สุธีรศานต์ เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคคมบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้เห็นภาพการนำเอาแนวคิดเรื่อง Purpose-Driven Organization ไปใช้ในองค์กร โดยใช้ platform อย่าง Clubhouse เพื่อสร้างวงพูดคุยสนทนาโดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งองค์กรและองค์กรต่างชาติและผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมในการสนทนา โดยสามารถสรุปใจความของการพูดคุยมาผสมกับบทความจาก Harvard Business Review ดังนี้ เมื่อพนักงานในองค์กร รู้สึกไม่มีส่วนร่วมและทำงานออกมาได้ไม่ดี ปฏิกิริยาของผู้จัดการหลายคนคือหาทางเพิ่มเบี้ยขยัน (incentives) และเพิ่มการควบคุมกำกับดูแล แต่บ่อยครั้งก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น จาก สมมติฐานแนวความคิดที่บอกว่าพนักงานก็มองแค่ผลประโยชน์ของตัวเอง

    18/08/2022
  • 5 วัฒนธรรมการทำงาน ที่อาจเปลี่ยนแปลงภายในปี 2030

    ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างเกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของวัฒนธรรมการทำงาน วัฒนธรรมคือ “ตัวตนขององค์กร” ซึ่งประกอบไปด้วยความคาดหวังเชิงพฤติกรรม การปฏิบัติหน้าที่และบรรทัดฐานอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อวิธีที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันทั้งส่วนบุคคลและในนามของบริษัท จากการวิจัยล่าสุดโดย Hired พบว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสองที่ผู้สมัครนำมาพิจารณาเมื่อต้องตัดสินใจว่าจะทำงานให้บริษัทนั้นๆ หรือไม่ ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมการทำงานก็ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่แตกต่างกันไป ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ความหลากหลายและการรวมกลุ่ม การขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถ การเข้ามาของระบบอัตโนมัติ การพัฒนาของเทคโนโลยี และวิกฤติการโจมตีของข้อมูล สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีผลกระทบที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในทันทีและในระยะยาว และนี่คือวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรที่อาจเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต 1. ทีมจะมีความหลากหลายและครอบคลุมมากกว่าเดิม ผลมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ทำให้องค์กรต้องค้นหาบุคลากรที่หลากหลายขึ้น ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น แต่เทคโนโลยีก็สามารถทำให้ทีมทำงานข้ามโซนเวลา ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่บกพร่องทางร่างกาย หรือแม้แต่ช่วยลดอคติส่วนตัวของผู้จัดการได้ 2. การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพจะทำได้ยากขึ้น เทคโนโลยีในอนาคตจะทำให้เกิดช่องว่างทางด้านการสื่อสารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีภาพเสมือน (VR) หรือการส่งข้อความเสียง ถึงแม้ว่าจะมีความสะดวก รวดเร็ว แต่ก็ต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานแพลทฟอร์มเหล่านี้เช่นกัน 3. ปัจจัยที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือจะซับซ้อนยิ่งขึ้น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) จะเข้ามาอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงาน ทำให้นายจ้างเข้าถึงข้อมูลการปฏิบัติงานของพนักงานได้รวดเร็วและโปร่งใสขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยด้านความเป็นส่วนตัว ดังนั้นนายจ้างจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ได้ว่า พวกเขาใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานและรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับพนักงานไปพร้อมๆ กัน 4. พนักงานต้องยกระดับความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ ผลจากการที่

    18/08/2022
  • ทักษะการสื่อสาร (Communication Skills) สิ่งสำคัญหรือแค่องค์ประกอบทั่วไปทางธุรกิจ?

    “ในทุกวันมีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 269 ล้านฉบับถูกส่งไปทั่วโลก และพนักงานบริษัทกว่าร้อยละ 85 มีอุปกรณ์สื่อสารมากกว่าหนึ่งเครื่อง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การสื่อสารที่สามารถโต้ตอบกันได้ทันทีนั้นกลายเป็นหนึ่งในความต้องการของทุกภาคส่วน” แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ยังกล่าวว่า “การสื่อสารที่ดีช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ธุรกิจของคุณถึงร้อยละ 50” ผู้ประกอบการต้องรู้วิธีนำเสนอแนวคิดต่อหน้านักลงทุนและจะทำอย่างไรให้การสื่อสารนั้นนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุด พวกเขาต้องรู้ว่าจะสร้างความไว้วางใจภายในทีมรวมทั้งเรียนรู้ว่าจะตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนได้อย่างไร ในบทความนี้จึงนำเสนอ การสร้างทักษะการสื่อสารที่ดีสำหรับธุรกิจ 6 ประการ ดังนี้ 1) ทิ้งความจืดชืดและทำให้เรียบง่ายเข้าไว้ การนำเสนอที่ไร้สาระและฟังโอ้อวดเกินจริงไม่สามารถนำคุณไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ฟังจะไม่ไว้วางใจสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นทำให้การสื่อสารนั้นง่ายเข้าไว้ แสดงความคิดของคุณอย่างตรงไปตรงมา เรียบง่าย และชัดเจน ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำหลายครั้ง 2) เป็นผู้ฟังที่ดี การนำเสนอไม่จำเป็นต้องสื่อสารทางเดียวเท่านั้น เราสามารถพูดคุยกับผู้ฟังเพื่อให้พวกเขาแสดงความคิดเห็นได้ โดยที่เรารับฟังอย่างตั้งใจเพื่อให้เข้าใจความต้องการของคนเหล่านั้นมากขึ้น การเป็นผู้ฟังที่ดี ย่อมทำให้คุณกลายเป็นผู้พูดที่ดีเช่นกัน 3) สร้างความไว้วางใจ แสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนและมีหลักฐานอ้างอิงที่สามารถตรวจสอบได้ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ฟังเกิดความไว้วางใจในตัวคุณหรือองค์กรของคุณมากยิ่งขึ้น 4) หลีกเลี่ยงการพูดคนเดียว และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง แทนที่จะพูดคนเดียวตลอดการประชุมหรือการนำเสนอ ลองให้ผู้ฟังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกับคุณ การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟังจะช่วยให้คุณหาทางแก้ปัญหา หรือทำงานร่วมกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 5) พูดถึงประเด็นสำคัญ หลายครั้งคุณอาจพลาดเป้าหมายสำคัญของการนำเสนอ เพียงเพราะการพูดกว้างมากไปแทนที่จะกล่าวถึงแต่ประเด็นสำคัญ ดังนั้นจึงควรเจาะประเด็นหลักที่ต้องการไปเลย เช่น ทำไม อะไร ที่ไหน

    18/08/2022
  • 11 ทักษะเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ที่ผู้นำสาย Smart ทุกคนต้องมี

    การบริหารจัดการที่ล้มเหลวนั้นมักนำไปสู่ความวุ่นวายหรือเพิ่มความเครียดในองค์กรเสมอ ดังนั้นความต้องการในทักษะด้านการบริหารจัดการองค์กรจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำทุกคน แต่คุณจะพัฒนาทักษาเหล่านี้ได้อย่างไร? ลองเริ่มจากทำความรู้จักกับ 11 ทักษะเกี่ยวกับการบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ที่ผู้นำทุกคนต้องมีกันดีกว่า 1. ทักษะการบริหารเวลา การขาดแคลนทักษะด้านนี้เป็นต้นเหตุของปัญหามากมายภายในองค์กร ในฐานะผู้นำคุณต้องมั่นใจว่างานต่างๆ ดำเนินไปตามเวลาที่กำหนดไว้ ระมัดระวังเรื่องของเดดไลน์ให้ดีเพราะงานบางอย่างไม่สามารถล่าช้าได้เนื่องจากอาจทำให้องค์กรสูญเสียรายได้หรือเป็นการเพิ่มต้นทุนอย่างมหาศาล ลองเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันและจัดการสิ่งเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ 2. ความสามารถในการวางแผน การวางแผนทำให้การจัดระเบียบองค์กรเป็นไปได้ง่ายขึ้น ขณะที่การทำงานที่ปราศจากการวางแผนอาจนำมาสู่ความล้มเหลวและเพิ่มความกดดันให้กับบุคลากรรวมถึงตัวคุณเอง ดังนั้นตระหนักอยู่เสมอว่างานแต่ละอย่างต้องใช้การวางแผนและเวลาในการจัดการต่างกัน และควรปรับแผนให้เหมาะสมกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ด้วย 3. เข้าใจเรื่องกำหนดการ ทักษะนี้อาจคล้ายคลึงกับการวางแผน แต่การทำความเข้าใจเรื่องกำหนดการจะเจาะลึกไปยังกำหนดของตารางเวลาต่างๆ มากกว่า การจัดตารางเวลาอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้คุณควบคุมโครงการต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพขึ้น ตลอดจนจัดการกับปัญหาที่ไม่คาดคิดได้ดีขึ้นอีกด้วย 4. ทักษะการจัดระเบียบทรัพยากร การจัดระเบียบทรัพยากรคือการบริหารทรัพยากรหรือทุนที่มีเพื่อประโยชน์สูงสุด อาจเริ่มจากการกำหนดต้นทุนหรือสิ่งที่ต้องใช้สำหรับโครงการก่อนเริ่มทำงาน เป็นต้น 5. ความสามารถในการมอบหมายงาน การมอบหมายงานคือศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะผู้นำต้องรู้จักจุดอ่อนและจุดแข็งของทีมเป็นอย่างดี รวมถึงรู้ว่าบุคคลไหนเหมาะสมกับงานชิ้นนั้น 6. เข้าใจเรื่องลำดับความสำคัญ การจัดลำดับความสำคัญของงานนำไปสู่การวางแผนที่ดีขึ้นและช่วยลดความเครียดของคุณได้ และมันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจว่างานชิ้นไหนคืองานสำคัญที่สุดที่คุณต้องจัดการเป็นอันดับแรก 7. ความสามารถในการทำงานร่วมกัน ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นจะช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น หากเรารู้ว่าต้องทำงานร่วมกับใคร การเข้าใจแนวคิด พฤติกรรม และแนวทางการทำงานของเขาจะช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น 8. เป้าหมายและการกำหนดเป้าหมาย บุคคลที่มีทักษะการจัดการอยู่ในตัวมักค้นพบเป้าหมายของตนเองได้ดีกว่าและทำให้การพิชิตเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องง่ายขึ้น ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณควรทำเพื่อองค์กรคือ การกำหนดเป้าหมาย

    18/08/2022
  • เข้าใจ ‘Data Visualization’ ใน 3 นาที

    Data Visualization คืออะไร? ข้อมูล (Data) กลายเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในปัจจุบัน ทุกวันนี้คนหันมาให้ความสนใจกับคำว่า Data กันมากขึ้น เพราะยุคดิจิทัลในอดีต เรื่องของ Data นั้นเป็นเรื่องไกลตัว มีราคาแพงมหาศาลและหายาก แต่ปัจจุบันมันได้เปลี่ยนแปลงมาสู่สิ่งที่จับต้องง่ายมากขึ้นและมีราคาถูกลง “นอกจากนี้การมาถึงของแนวคิด ‘Big data’ ที่กล่าวว่าข้อมูลบนโลกของเรามีปริมาณมหาศาล และนั่นทำให้เป็นเรื่องท้าทายในการมองภาพรวม ทำความเข้าใจ และวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน Software ปกติทั่วไป อย่างไรก็ตามเครื่องมือทั้งหมดนี้ทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วทั้งในแง่การใช้งานส่วนบุคคลและสำหรับธุรกิจ“ ข้อมูลปริมาณมากกว่าเทราไบท์ที่อยู่ในศูนย์ข้อมูลหากปล่อยไปโดยไม่นำมันมาใช้งานก็จะเป็นการเสียประโยชน์ แต่หากเรารู้จักวิธีการประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นอย่างถูกต้อง มันจะกลายเป็นทองคำในโลกดิจิทัลไปทันที ข้อมูลมักถูกนำไปใช้งานร่วมกับ Machine learning เพื่อสร้างการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับกระบวนการวิเคราะห์ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวนำคุณค่ามาสู่ข้อมูลเหล่านั้น หากคุณไม่มีปริญญาด้าน Data science ล่ะก็ Data Visualization ก็คือคำตอบที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการนี้ กระบวนการ Data Visualization คือ การนำข้อมูลดิบมาเปลี่ยนเป็นกราฟ แผนภูมิ หรือแม้กระทั่งวิดีโอที่ช่วยอธิบายปริมาณ ตัวเลข และช่วยให้คุณได้ข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลเหล่านั้น การใช้ Data Visualization เปลี่ยนแนวคิดของเราเกี่ยวกับการสร้างคุณค่าให้กับข้อมูล ทำให้เราค้นพบรูปแบบใหม่ๆ และมองเห็นแนวโน้มของข้อมูลมากขึ้น

    18/08/2022
  • การคิดด้วยภาพ (Visual Thinking) มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร?

    “นวัตกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงล้วนเป็นเรื่องยากสำหรับบริษัทเสมอ ถึงแม้จะมีการลงทุนด้านการอบรม เครื่องมือ และเนื้อหาการศึกษา แต่โครงการที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็มีอัตราล้มเหลวสูงถึง 70% ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้นก็คือสถิตินี้แทบจะไม่เปลี่ยนเลยนับตั้งแต่ปี 1970” แต่การคิดด้วยภาพ เข้ามาเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร? หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้บริษัทไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ก็คือ ไม่สามารถมีส่วนร่วมกับพนักงานในกระบวนการเปลี่ยนแปลง มองเห็นผลประโยชน์ของบริษัทมาเป็นอันดับแรกและพนักงานมาเป็นอันดับสอง ตัวอย่างเช่น การนำระบบ IT ใหม่ล่าสุดมาใช้ สิ่งแรกที่บริษัทให้แก่พนักงานคือ รายละเอียดการทำงานของระบบใหม่ แต่ผลกระทบจากมันที่มีต่อพนักงานกลับถูกมองข้าม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่อาจอยู่อย่างยั่งยืนได้หากปราศจากการสนับสนุนโดยพนักงาน ถึงแม้ว่ามันจะประสบความสำเร็จในช่วงแรกก็ตาม ประโยชน์ของการคิดด้วยภาพ (Visual Thinking) 1. การคิดด้วยภาพช่วยให้พนักงานมองเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งตามมาด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาลที่พนักงานต้องทำความเข้าใจ แต่ถึงจะมีข้อมูลเหล่านี้พวกเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความคิดเห็นถูกมองข้าม และข้อมูลเหล่านั้นก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงการขาดความร่วมมือและความเข้าใจของพนักงานนี่เองที่เป็นปัญหาหลักในการเปลี่ยนแปลงขององค์กร “แต่การนำ Mind mapping มาใช้ จะช่วยให้พนักงานเห็นภาพรวมของข้อมูลได้ดีขึ้น มันคือหนึ่งในเครื่องมือการคิดด้วยภาพที่เรียบง่ายแต่สามารถใช้งานได้จริง Mind mapping สามารถเปลี่ยนองค์ประกอบต่างๆ ให้เชื่อมโยงกันได้ด้วยหัวข้อหลักเพียงหัวข้อเดียว ช่วยให้การนำเสนอข้อมูลมีความเรียบง่ายแต่เจาะลึก มันคือเครื่องมือที่มีประโยชน์มากที่สุดในการทำให้พนักงานมีส่วนร่วมกับกระบวนการเปลี่ยนแปลง” 2. การคิดด้วยภาพนำไปสู่ความรู้และความเข้าใจแนวคิดสำคัญ หลายๆ ครั้งในการประชุมหรือการนำเสนอ บริษัทมักใช้คำศัพท์นามธรรมอย่างเช่น “ลูกค้าที่มุ่งเน้น” “ความยืดหยุ่น” หรือ “การก้าวล้ำ” ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาคือความไม่เข้าใจ หรือที่แย่กว่านั้นคือพนักงานเข้าใจแต่เป็นความเข้าใจกันคนละทิศละทาง

    18/08/2022
  • ทำความรู้จักกับ Visual Thinking การสื่อสารด้วยภาพที่มีประสิทธิภาพ

    Visual Thinking เป็นวิธีการจัดระเบียบความคิดพร้อมเพิ่มทักษะการคิดและความสามารถในการสื่อสารด้วยภาพที่เรียบง่าย กับวลี “ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดนับพันคำ” ซึ่งการสื่อสารผ่านรายงาน PowerPoint หรือตัวเลขในตารางมากมาย อาจจะไม่ตอบโจทย์ในบางกรณี โดยเฉพาะการเข้าใจยาก ไม่รู้ว่าอะไรเริ่มก่อนหลัง อะไรสำคัญกว่ากัน แต่ละอันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร จนอาจพาลทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดได้ โดยมีการศึกษาว่า Visual Thinking ช่วยให้การสื่อสารครบถ้วนมากยิ่งขึ้น กับการวาดภาพโครงสร้าง ร่างความคิดขึ้นมาในใจเพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งกว่าเดิม ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการพัฒนาด้านเทคโนโลยีได้เปลี่ยนการเรียนการสอนในห้องเรียนหลายแห่ง ปัจจุบันมีการสื่อสารผ่านภาพในรูปแบบดิจิทัลที่มีลิงก์ไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยภาพนิ่งและภาพวิดีโอการจำลอง ผู้สอนสามารถนำเสนอเนื้อหาการเรียนการสอนผ่านภาพและสื่อมัลติมีเดียเพื่อดึงดูดความสนใจผู้เรียน ทำให้การเรียนการสอนมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงอาจเพิ่มในเรื่องของการมีส่วนร่วมและสร้างความจดจำได้ดีอีกด้วย การใช้ภาพมาเล่าเรื่องแทนตัวหนังสือหรือตัวเลขมากมาย ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งแต่ละสิ่ง เห็นลำดับความสำคัญ เห็นทิศทาง และที่สำคัญคือเราได้เห็นภาพรวม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราสามารถมองเห็นโอกาสที่เราไม่เคยมองเห็นจากตัวหนังสือหรือตารางตัวเลข ทำให้เราเห็นต้นเหตุของปัญหา และทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนขึ้น ปัจจุบัน แน่นอนว่าผู้เรียนยังคงต้องพึ่งพาการอ่านเป็นทักษะในการเรียนรู้หลัก แต่พวกเขาสามารถใช้ Visual Thinking เป็นกระบวนการเสริมเพื่อฝึกฝนการพูด การเขียน และถ่ายทอดสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ให้กับผู้อื่นได้ด้วย อนึ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้ Visual Thinking ระบุว่า ภาพจะถูกประมวลผลได้เร็วกว่าข้อความ ผู้ที่คุ้นเคยกับการสื่อสารผ่านภาพจะมีกลยุทธ์ในการคิดที่ดี เป็นระบบ ซึ่งการสื่อสารรูปแบบดังกล่าวจะแสดงข้อมูลรวมถึงแนวคิดต่างๆที่มากกว่าการสื่อสารผ่านทางข้อความหรือการบรรยาย อย่างไรก็ตาม Visual

    18/08/2022
  • 5 ประโยชน์ของข้อมูลรูปภาพ (Data Visualization) ที่จะช่วยให้ธุรกิจและทีมเติบโต

    รูปภาพหนึ่งรูป แทนคำพูดได้มากกว่าล้านความหมาย แต่สำหรับข้อมูลรูปภาพ (Data Visualization) นั้นจะมีค่ามากเท่าไร? สำหรับโลกของการทำธุรกิจ เมื่อเราเอ่ยถึงข้อมูลรูปภาพหรือ Data Visualization เราไม่ได้หมายถึงแผนภูมิวงกลมหรือกราฟแท่ง แน่นอนว่ากราฟิกเหล่านี้สามารถแสดงข้อมูลได้หลากหลาย แต่มันก็ยังไม่สามารถแสดงข้อมูลทางธุรกิจที่ละเอียดขนาดเรียลไทม์หรือรายวันได้ องค์กรของคุณอาจมีเทคโนโลยีอัจฉริยะช่วยรวบรวมข้อมูล แต่คุณสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำอะไรต่อได้? บางครั้งมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่มี แต่ขึ้นอยู่กับวิธีที่คุณนำมาใช้ ซึ่งในส่วนนี้เองที่ข้อมูลรูปภาพช่วยเราได้ “ข้อมูลรูปภาพมีประโยชน์หลายอย่างต่อธุรกิจของคุณ คุณค่าของมันมีมากกว่าการนำเสนอ Presentation” และนี่คือ 5 ประโยชน์ที่ข้อมูลรูปภาพสามารถสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของคุณได้ 1. เล่าเรื่องได้ดีกว่า หนึ่งในสาเหตุที่สื่อโซเชียลมีเดียได้รับความนิยม เป็นเพราะรูปภาพสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ดีกว่าแผนภูมิ ข้อความบนเว็บบล็อก หรือแม้แต่ Presentation ลองค้นหาแนวคิดที่แท้จริงที่คุณต้องการนำเสนอว่าคุณต้องการพูดถึงเรื่องอะไร ลืมการใช้แผนภูมิหรือกราฟไปก่อน แต่หันมาเลือกวิธีแสดงข้อมูลแบบ Data Visualization ที่มีความเป็นพลวัตร (Dynamic) ที่ผู้ชมสามารถรับรู้เรื่องราวที่คุณต้องการเล่าได้ง่ายกว่า เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ดวงตาและสมองทำงานอย่างสัมพันธ์กัน 2. ทำให้ข้อเสนอดูมีคุณค่ามากขึ้น ข้อมูลแบบ Data Visualization นั้นมีพลังทางการตลาดอย่างมาก เพราะมันสามารถแสดงผลลัพธ์และดึงความสนใจของผู้ชมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังทำให้พวกเขาจินตนาการตามข้อมูลที่ได้รับได้อีกด้วย ลองนำการแสดงข้อมูลแบบ Data Visualization มาใช้ บนหน้าแรกของเว็บไซต์หรือบล็อกเพื่อโปรโมทโปรโมชั่นหรือข้อเสนอทางการตลาดของธุรกิจ แล้วคุณจะพบว่าผู้ชมมีการตอบสนองกับข้อความเหล่านี้มากขึ้น มากกว่าการเสนอขายด้วยการใช้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว

    18/08/2022
  • 5 ขั้นตอนของกระบวนการ Design Thinking

    Design Thinking เป็นวิธีการออกแบบที่ทำให้เกิดแนวทางพื้นฐานสำหรับการแก้ปัญหาต่างๆ มันมีประโยชน์อย่างมากในการจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนด้วยการทำความเข้าใจความต้องการของมนุษย์ การกำหนดกรอบของปัญหาโดยเน้นมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง การระดมสมองเพื่อหาไอเดียที่หลากหลาย และการสร้างต้นแบบไปจนถึงการทดสอบวิธีการนั้น มาทำความเข้าใจกับ 5 ขั้นตอนของกระบวนการ Design Thinking ที่จะช่วยให้คุณสามารถใช้มันเพื่อแก้ปัญหาอันซับซ้อนที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในบริษัท ในประเทศ หรือแม้แต่ปัญหาระดับโลก 1. Empathise ขั้นตอนแรกของกระบวนการ Design Thinking คือการทำความเข้าใจปัญหาที่เราพยายามแก้ไข โดยการสังเกต การมีส่วนร่วม และการเอาใจใส่ผู้คนรอบตัวเพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์และแรงจูงใจของพวกเขา การเอาใจใส่เป็นสิ่งสำคัญต่อกระบวนการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่างแนวคิด Design Thinking เป็นอย่างมาก เพราะมันช่วยให้เราสามารถตั้งสมติฐานเกี่ยวกับผู้คนรอบตัวและความต้องการของพวกเขาได้ 2. Define ขั้นตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำก็คือการนำข้อมูลทั้งหมดที่หาได้จากขั้น Empathise มารวมกันเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์สิ่งที่ได้ จากนั้นจึงเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเราจริงๆ ออกมาแล้วจึงนำมันมาอธิบายปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ แต่อย่าลืมว่าเราควรกล่าวถึงปัญหาในแบบ “เน้นมนุษย์เป็นจุดศูนย์กลาง” ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า “เราจำเป็นต้องเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดผลิตภัณฑ์อาหารในหมู่เด็กสาววัยรุ่นขึ้นอีก 5%” แต่เปลี่ยนเป็น “ผู้หญิงวัยรุ่นต้องกินอาหารที่มีประโยชเพื่อการเจริญเติบโตและร่างกายที่แข็งแรง” จะดีกว่า ในขั้นตอนนี้จะช่วยให้ทีมรวบรวมแนวคิดเพื่อนำไปสร้างองค์ประกอบอื่นที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. Ideate ในขั้นตอนที่สามของกระบวนการ Design Thinking เป็นขั้นที่เราจะเริ่มนำไอเดียที่ได้มาสร้างให้เป็นรูปธรรม จากขั้นแรกที่ทำให้เราเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น ส่วนขั้นที่สองเราได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล

    18/08/2022
  • Leading the Remote Team

    สืบเนื่องมาจากอาทิตย์ที่แล้ว ทาง Bluepoint Leadership ที่ทางเราเป็น Exclusive Partner ที่เมืองไทยได้เชิญผมให้เป็น Facilitator และได้ร่วมทำงานกับบริษัทชั้นนำของโลกคือบริษัท GE (General Electric) ในการทำเวิร์คช็อปให้กับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่มาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ส่วนหัวข้อที่เราพูดถึงกันนั้น ก็คือเรื่อง Leading the Remote Team โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ห้าแล้วที่ผมมีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง GE ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่สองสามปีที่มาผ่านมาได้มีโอกาสได้เดินทางไปที่ GE Leadership Center เพื่อจัดเวิร์คชอปให้กับผู้บริหาร ซึ่งปีที่แล้วก็ไม่ได้ไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด แต่ก็ไม่เป็นไรปีนี้ก็ยังถือว่าได้มีโอกาสร่วมงานกันเพราะส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างที่จะชอบทำงานกับ GE เพราะทุกครั้ง มีความรู้สึกว่าทำให้ตัวเองต้องพร้อมที่ทำหน้าที่ในฐานะของ Facilitator และต้องดึง Top Form ออกมาให้ได้ ซึ่งทุกครั้งที่มีการทำ Training ทาง GE ได้ให้แนวทางกับพนักงานว่า ถึงแม้ว่าทางองค์กรแนะนำให้เข้าการอบรมแต่ผู้บริหารสามารถที่จะตัดสินใจได้เลยในกรณีที่คิดว่าการอบรมไม่ได้เป็นประโยชน์และทำให้เสียเวลา เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่รู้กัน ว่าถ้าเนื้อหาไม่น่าสนใจในการนำเสนอน่าเบื่อและไม่สามารถที่จะดึงความสนใจของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้แล้วเรามักที่จะเห็น คนเรียนมาเช็คอินในระยะเวลาอันสั้นประมาณ 15 นาที เพื่อประเมินถึง คุณค่าของหลักสูตร พร้อมกับตั้งคำถามตัวเองว่าจะเสียเวลาหรือเปล่าแต่ถ้าผู้เรียนอยู่ได้เกินสักสิบห้านาทีเรามักจะเห็นว่าผู้เรียนเรียนตลอดทั้งหลักสูตร ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันในหัวข้อที่ว่า Leading the

    18/08/2022
  • HR Transformation: Common Pitfalls and Tried and True Tips

    การเปลี่ยนแปลงของ HR : กับดักที่พบบ่อย พร้อมคำแนะนำที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ประเด็นสำคัญที่เป็น Key Takeaways เมื่อเร็วๆ นี้ RBL ได้รายงานถึงผลการศึกษาขีดความสามารถระดับสากลครั้งที่ 8 การวิจัยนี้มีผู้สนับสนุนร่วมคือมหาวิทยาลัยมิชิแกนและนำโดย Patrick Wright, Mike Ulrich และ Dave Ulrich จุดประสงค์ของการวิจัยระดับสากลเป็นเวลาสามสิบปี คือเพื่อกำหนดว่าอะไรที่ทำให้บุคลากรด้าน HR นั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และงานด้าน HR จะช่วยส่งเสริมและเพิ่มคุณค่าให้ธุรกิจหรือองค์กรได้อย่างไร และในการศึกษาครั้งล่าสุดนี้ RBL พบว่าขีดความสามารถของแต่ละบุคคลมีความสำคัญ และนั่นคือโอกาสสูงสุดสำหรับบุคคลากรด้าน HR ในการใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถเหล่านั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจและเปลี่ยนแปลงแผนก HR ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการก้าวข้ามหลุมพรางต่างๆ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงแผนก HR จากการที่ได้รับฟังผู้นำในสาขานี้ ได้บอกเล่าถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายครั้งแต่กลับไม่มีผลที่ยั่งยืน และนี่คือโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการพัฒนา กับดักที่พบบ่อยในการเปลี่ยนแปลงแผนก HR และคำแนะนำในการก้าวข้ามกับดักเหล่านี้ กับดักที่ 1: การกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงแผนก HR เป็นการพัฒนาเป็นบางส่วน โดยไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงแผนก HR จำเป็นต้องมีโครงสร้างที่เอื้อให้แผนก สามารถตรวจสอบและพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ

    18/08/2022
  • 7 Remote-Work Skills Every Leader Needs to Master

    7 ทักษะการทำงานระยะไกลที่ผู้นำทุกคนต้องเชี่ยวชาญ การนำทีมจากระยะไกลเป็นเรื่องยาก และต่อไปนี้คือวิธีการที่ถูกต้อง ผู้นำสามารถนำทีมจากทางไกลได้ดีแค่ไหน นี่คือคำถามที่เจ้าของธุรกิจ ผู้บังคับบัญชากำลังเผชิญอยู่ หรือแม้แต่ใครก็ตามที่ทำงานจากที่บ้าน รวมทั้งพนักงานที่อยากให้นโยบายนี้กลายเป็นนโยบายถาวร แต่การจัดการกับคนที่ทำงานจากระยะไกลนั้นยากกว่าการจัดการกับคนที่มาทำงานที่สำนักงานทุกวันมาก ความท้าทายเหล่านี้อาจทำให้การทดลองทำงานจากที่บ้านไม่ประสบความสำเร็จได้ และนั่นคือเหตุผลที่ผู้นำบางคนยังคงมีข้อสงสัยและไม่มั่นใจเกี่ยวกับการทำงานจากระยะไกล ผู้นำกำลังนำทีมงานที่ทำงานจากระยะไกลหรือทำงานที่บ้าน จำเป็นต้องมีทักษะ หรือเรียนรู้ทักษะที่สำคัญสำหรับการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะเหล่านี้ก็มีประโยชน์กับการทำงานในที่ทำงานด้วยเช่นกัน 1. การสื่อสาร (Communication) การสื่อสารให้ชัดเจนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อเราทำได้เพียงติดต่อกับสมาชิกในทีมผ่านอีเมล์ ข้อความ โทรศัพท์ หรือ VDO Call และอาจเกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นได้หากตัวเราหรือสมาชิกในทีมเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน หรือมีข้อมูลสำคัญตกหล่นไป “ให้เริ่มด้วยการจัดตารางเวลาติดต่อสื่อสาร และคุยผ่านโทรศัพท์หรือ VDO Call กับสมาชิกในทีมเป็นประจำ” หากมีข้อสงสัย ให้ปรึกษาผู้นำคนอื่นหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างความมั่นใจว่าทักษะด้านการสื่อสารของเราดีเทียบเท่ากับคนอื่น 2. ความใส่ใจ (Caring) แน่นอนว่าผู้นำเองก็ใส่ใจและเป็นห่วงพนักงาน แต่จะแสดงออกให้พวกเขารู้ได้ดีแค่ไหน การทำงานที่บ้านอาจเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน โดยเฉพาะคนที่ต้องดูแลลูกๆ ไปด้วย พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในด้านการตัดสินใจ เช่น การที่หัวหน้างาน หรือผู้นำเต็มใจอนุโลมเรื่องเวลาการทำงานหรืออนุโลมเรื่องกำหนดส่งงานของพวกเขาได้ ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกโดดเดี่ยวและความทุกข์ใจที่หลายคนต้องเผชิญขณะทำงานที่บ้าน ก็อาจส่งผลหลายอย่าง พนักงานอาจต้องการการสนับสนุนทางจิตใจมากขึ้นด้วย “ต้องทำให้พนักงานรับรู้ว่า ผู้นำของพวกเขาและบริษัทพร้อมสนับสนุนพวกเขาในทุกด้านที่ต้องการ” 3. การจัดระเบียบ

    18/08/2022
  • 7 วิธี รับมือเมื่อเกิดการลาออกครั้งสำคัญของ Talent

    การลาออกครั้งสำคัญ (The Great Resignation) หรือ การเคลื่อนย้ายของพนักงานที่มีความสามารถ (Talent Mobility) ที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด ที่ผ่านมาพนักงานจำนวนมากใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 18 เดือนอย่างโดดเดี่ยว ต้องทำงานคนเดียวอยู่ที่บ้านโดยที่การติดต่อส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยี ในขณะที่พนักงานคนอื่นที่มาทำงานที่สำนักงานก็ไม่ได้พบปะสังคมเช่นกันเนื่องจากข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่จำกัดในการติดต่อตัวต่อตัว เมื่อมีเวลาส่วนตัวมากขึ้นที่ให้พวกเขาได้ครุ่นคิด บวกกับการติดต่อทางสังคมในเรื่องงานที่ลดน้อยลง พนักงานหลายคนรู้สึกผูกพันกับทีมและองค์กรน้อยลง และอยากลองงานและตัวเลือกในอาชีพอื่นมากขึ้น ดังนั้น ธุรกิจและแผนก HR จะถอดใจกับการลาออกของพนักงานเลยหรอกหรือ ขอให้พิจารณาคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อมาปรับใช้ให้สามารถรับมือกับการลาออกของพนักงานต่อไป 1. รักษาคนที่มีประสิทธิภาพที่สุด (Retain the Best) พนักงานจะพิจารณาการเปลี่ยนงานด้วยหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาส เงินเดือน และสภาพการทำงาน Opportunity Mobility หรือโอกาสในการเคลื่อนย้ายจะสะท้อนให้เห็นถึงความหวังที่จะมีประสบการณ์การทำงานที่ดีขึ้น ดังนั้น เพื่อให้เกิด Opportunity Mobility ธุรกิจและแผนก HR ก็สามารถเพิ่มประสบการณ์การทำงานของพนักงานปัจจุบันโดยการนำเสนอเงื่อนไขในการทำงาน 3 ประการ ต่อไปนี้ คือ Salary Mobility หรือการเคลื่อนย้ายด้านเงินเดือน จะเกิดขึ้นเมื่อพนักงานได้รับข้อเสนอด้านค่าตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ ดังนั้น เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับการเกิด Salary

    17/08/2022
  • Hogan – Leadership Development

    “People are the most dangerous and consequential forces on earth. Shouldn’t we know something about them?” – Dr. Robert Hogan ภาวะผู้นำ (Leadership ) มีความซับซ้อนและมีหลากหลายมิติ เรามักจะได้ยินว่าสิ่งที่ผู้นำต้องทำหรือต้องเป็นมีอะไรบ้างจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นผู้นำคือการเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้หรือการสร้าง Self-Awareness นั้นเอง “Hogan Assessment เป็นแบบประเมินที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงจากองค์กรชั้นนำ บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่ม Fortune 500 เกือบ 50% เลือกใช้ Hogan ในการคัดเลือกและพัฒนาผู้นำขององค์กร“ ข้อดีของแบบประเมิน Hogan คือมีแบบประเมินละเอียดที่วัดผลบุคลิกลักษณะรวมถึงแรงจูงใจ ค่านิยม รวมถึงข้อควรระวังอย่าง Derailer ซึ่งในที่นี้จะแยกเป็นรายละเอียดดังนี้ 1. Hogan Personality Inventory (HPI) เรามักจะเรียก HPI ว่าเป็นการประเมิน Bright

    17/08/2022
  • Working with Derailers – Coaching Insights

    Derailers หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Dark-side เป็น ด้านมืดของ Personality ที่มักจะไม่มีการพูดถึงเท่าไรนัก Derailers มีความสำคัญเนื่องจากเป็นรูปแบบพฤติกรรมที่เป็นนิสัยที่สามารถขวางทาง (Derail) เราได้ โดยปกติแล้วแต่ละคนจะมีต้นทุนในเรื่องของ Derailer ไม่เหมือนกัน Derailer หรือ Dark-side สามารถเป็นจุดแข็งหรือศักยภาพที่ซ่อนเร้นของแต่ละคน อย่างไรก็ตามถ้าเราไม่ได้ตระหนักถึง Derailer หรือนำมาใช้มากจนเกินไปหรือไม่ทันได้รู้ตัวก็จะขัดขวางประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ในบทบาทที่ผมเป็น Hogan Coaching Network เรามักที่จะให้ความสำคัญในเรื่องของ Derailer และบ่อยครั้งการใช้แบบประเมินบุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดและระดับประสิทธิภาพสามารถสรุปได้ด้วยเส้นโค้งประสิทธิภาพที่มีลักษณะเหมือนรูประฆังคว่ำ เมื่อมีความเครียดในระดับต่ำมากบุคคลอาจรู้สึกเซื่องซึมและไม่มีแรงจูงใจมากนัก นี่เป็นโซนของความเครียดน้อยเกินไป เมื่อคนเราปีนขึ้นไปบนเส้นโค้งประสิทธิภาพความเครียดปริมาณความเครียดจะเพิ่มขึ้นและระดับของผลผลิตก็สูงขึ้นเช่นกัน นี่คือโซนที่ระดับความเครียดอาจกระตุ้นและทำให้มีพลัง ความสัมพันธ์เชิงบวกมีอยู่ระหว่างระดับของความท้าทายรวมถึง รางวัลเชิงบวกในการทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ หลายที่เราจะเรียกระดับความเครียดที่สามารถรีดเอาประสิทธิภาพสูงสุดว่าอยู่ใน Flow หรืออยู่ในกระแส อย่างไรก็ตามในขณะที่ปริมาณความเครียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระดับประสิทธิภาพในที่สุดก็ถึงจุดสูงสุดแล้วก็เริ่มลดลง เมื่อบุคคลเข้าสู่บริเวณที่มีความเครียดมากเกินไปผลงานอาจบ่งบอกได้จากความสามารถที่ลดลง เมื่อความเครียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องบุคคลจะเข้าสู่สภาวะที่ครอบงำมากขึ้น (Dark-side) และจะสามารถเร่งเอาพฤติกรรมที่ไม่น่าพึ่งประสงค์ออกมา ซึ่งหลายครั้งจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงหรือทำลายประสิทธิภาพในการทำงานเป็นทีม ตัวอย่างเช่น Steve Jobs เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีความมั่นใจในตัวเองสูง จนบ้างครั้งไม่ยอมรับคำวิจารณ์ในแง่ลบ Donald Trump เป็นคนที่ชอบเอาชนะ จนถึงจุดที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้โดยง่าย

    17/08/2022
  • HR’s Reinvention from Benchmarking & Best Practices to Org. Guidance System

    สิ่งหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากในช่วงเวลาวิกฤตนี้ก็คือสูตรสำเร็จของการประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจใดๆก็ตามมันไม่ได้ถูกเขียนไว้ ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะฟันฝ่าวิกฤติครั้งใหม่นี้ไปด้วยกัน เช่นเดียวกับ HR ที่ในอดีตอาจจะพอมองหาสิ่งที่เรียกว่า Best Practice หรือข้อปฏิบัติที่คนอื่นทำไว้ได้ดีแล้ว หรือไม่ก็เป็นการมองแบบเปรียบเทียบหรือที่เรียกว่า Benchmarking แต่ในปัจจุบันสิ่งที่ HR จำเป็นต้องทำก็คือสร้างความสามารถในการคิดว่าอนาคตที่กำลังจะมาถึงขององค์กรคืออะไร ทำไมองค์กรไม่ควรที่จะมองถึงแต่สิ่งในอดีตโดยใช้กระบวนการอย่างเช่น Best Practice หรือ Benchmarking อย่างเดียว Best Practice focus on others and not oneself บ่อยครั้งสิ่งที่คนอื่นทำได้ดี ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราจะทำตามแล้วจะได้ดีด้วย ข้อจำกัดของการใช้ Best Practice ก็คือการนำเอาความสำเร็จของคนอื่นเพื่อมาชี้ว่าเราอาจจะสำเร็จได้ถ้าเราทำตาม กรณีศึกษาที่เราเห็นกันบ่อยก็คือการตกแต่งออฟฟิศให้มีสีสันและสนุกสนานแบบ Google ซึ่งสำหรับ google แล้วช่วยสร้างเรื่องความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆหลายองค์กรเลยลุกขึ้นมาตกแต่ง Office องค์กรให้แลดูมีสีสันประกอบไปด้วยเครื่องเล่นแล้วก็อาหารที่แจกให้ฟรีต่างๆมากมาย แต่สักพักหนึ่งองค์กรเริ่มถามหาผลลัพธ์ว่าอะไรล่ะคือความคิดสร้างสรรค์ที่อยากให้เกิดหรือไม่ก็นวัตกรรมใหม่ๆซึ่งก็ไม่เห็นมาสักพักใหญ่แล้ว Best Practices focus backward more than forward การมองถึง Best practice เหมือนกับเรามองย้อนไปในอดีตเพื่อจะใช้ในการกำหนดอนาคตของเรา ต่อให้ใช้อดีตมากำหนดอนาคตเพียงใดเราเองก็ไม่สามารถที่จะไล่ตามอนาคตได้ทัน สิ่งหนึ่งที่เห็นจากองค์กรชั้นนำก็คือเขาไม่ได้ให้น้ำหนักในเรื่องของ Best

    17/08/2022
  • Creating fairness, quality, and efficient recruitment process – YourTalent Acquisition Playbook

    หัวใจสำคัญในการทำธุรกิจในปัจจุบันคงไม่พ้นในเรื่องของการหาคนที่ใช่และสามารถตอบโจทย์ของการทำธุรกิจ คู่มือ Your Talent Acquisition Playbook ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการที่จะสามารถสรรหาบุคลากรที่ตรงต่อความต้องการขององค์กรและสามารถที่จะตอบโจทย์ธุรกิจได้จริงโดยนำเสนอมุมมองต่อการใช้รูปแบบการสรรหาโดยใช้เครื่องมือใหม่ๆที่ได้รับการยอมรับมาเป็นอย่างดีเช่นการใช้ Personality Assessment ให้เป็นส่วนหนึ่งในขบวนการสรรหา รวมถึงการสร้างความเข้าใจว่าว่าขบวนการสรรหา (Hiring or Recruitment Process) มีคววามแตกต่างจากขบวนการสรรหาบุคคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Acquisition) ซึ่งมีบริบทของงานทางด้านกลยุทธ์ คำถามแรกที่สำคัญก็คืออะไรเป็นการสรรหาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Acquisition) การสรรหาบุคลากรรวมไปถึงขั้นตอนในการชักชวน ดึงดูด รวมถึงการว่าจ้าง รวมถึง ระบบปฐมนิเทศพนักงานใหม่ (On-boarding หรือ Orientation) ให้เป็นส่วนหนึ่งของการสรรหาบุคลากรที่มีศักยภาพ โดยปกติแล้วขบวนการการทำ Talent Acqusition จะต้องคำนึงถึงกลยุทธ์ระยะยาวขององค์กรเพื่อที่จะหาบุคลากรที่มีคุณภาพให้เข้าสู่องค์กรและหน่วยงานที่สำคัญ ที่สำคัญบุคลากรที่มีคุณภาพจะไม่ใช่มาจากข้างนอกองค์กรแต่อย่างเดียวแต่ยังรวมถึงบุคลากรภายในองค์กรได้ด้วย บ่อครั้งองค์กรมักที่จะมองข้ามผู้สมัครจากภายในองค์กร การระบุถึง ทักษะ ความรู้และ character ที่องค์กรต้องการ จะทำให้การสรรหาบุคลากรที่มีศักยภาพในองค์กรทำโดยปราศจากอคติและได้ผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการ อะไรคือประโยชน์ในการมีกลยุทธ์ระยะยาวในเรื่องของการสรรหาบุคลากร เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่องค์กรเองจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ระยะยาวในเรื่องของการสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพ ในการทำธุรกิจสมัยใหม่ เราคงคุ้นเคยกับโลกที่เปลี่ยนไปคาดเดาได้ยากขึ้น หรือเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า VUCA World ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือองค์กรจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินศักยภาพความสามารถที่องค์กรต้องการไม่ใช่แค่ในปัจจุบันแต่รวมถึงการเข้าใจถึงความต้องการในอนาคต ซึ่งหลายองค์กรเร่งสร้างสิ่งที่เรียกว่า Talent Pool เพื่อตอบโจทย์ให้กับองค์กรและเป็นแหล่งของพนักงานที่มีศักยภาพองค์กรสามารถนำไปใช้ในการธุรกิจ

    17/08/2022
  • The Ultimate Guide To Personality Assessment

    คู่มือเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องแบบทดสอบบุคลิกลักษณะ (Personality Assessment) บุคลิกลักษณะ คือแรงผลักดันในด้านพฤติกรรมของมนุษย์ Hogan Assessment เป็นผู้ออกแบบ Personality Assessment ที่ได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำของโลกมากที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุด Hogan ได้ศึกษาศาสตร์แห่งบุคลิกลักษณะและได้เริ่มการใช้แบบทดสอบบุคลิกลักษณะในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น โดยแบบทดสอบของ Hogan จะทำการวัดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็ง จุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุง และคุณค่าภายในจิตใจที่บุคคลยึดถือและให้ความสำคัญ บุคลิกลักษณะคืออะไร (What Is Personality?) แม้คำนิยามของคำว่าบุคลิกลักษณะจะมีอยู่มากมาย แต่มุมมองของ Hogan ในเรื่องนี้มาจากทฤษฎีสังคมวิเคราะห์ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และจิตวิทยาวิวัฒนาการ ทฤษฎีสังคมวิเคราะห์กล่าวว่า ตามธรรมชาติแล้วมนุษย์มีลักษณะเฉพาะทางสังคม ผู้คนมักอยู่ร่วมกันเป็น กลุ่มเสมอ ซึ่งนั่นทำให้เกิดลำดับชั้นโครงสร้างของอำนาจและมีผู้นำที่ถูกกำหนดไว้ชัดเจน ผู้คนต้องการระบบที่มีความหมาย เช่น ศาสนา ปรัชญา หรือวิทยาศาสตร์ ที่จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจโลกใบนี้ และผลจากทั้ง 3 สิ่งนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจขึ้น 3 ประการ คือ “บุคลิกลักษณะคือการกำหนดวิธีการทำงานของผู้คน เพื่อให้พวกเขาบรรลุเป้าหมาย และขอบเขตของเป้าหมายที่พวกเขาสามารถทำได้” โดยมีองค์ประกอบ 3 ประการที่เป็นตัวกำหนดบุคลิกลักษณะของคนเรา คือ ตัวตน (Self)

    17/08/2022
  • 5 คำถามเพื่อค้นหา Learning & Development Programs เพื่อการเติบโตและยั่งยืน

    เมื่อย้อนกลับไปครั้งสุดท้ายที่คุณทำการประเมินคุณค่าของโปรแกรมการฝึกอบรมหรือโซลูชั่น Learning & Development เพื่อสนับสนุนผู้นำหรือพนักงานในองค์กร เกณฑ์การตัดสินใจของคุณคืออะไร? จากการศึกษา Trust Radius กล่าวว่า ก่อนตัดสินใจลงทุนในผลิตภัณฑ์หรือบริการ ผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะจัดลำดับความสำคัญ 3 สิ่งต่อไปนี้ 1. ผลลัพธ์ที่วัดได้ (Measurable results) 2. สามารถปรับเปลี่ยนได้ (Adaptability 3. การนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็วทันใจ (Speedy adoption) ซึ่งก็ถือว่าเป็นเกณฑ์ที่สมเหตุสมผลเพราะสุดท้ายแล้วเราก็ต้องการวัดความสำเร็จของตัวเอง การมีโซลูชั่นที่ดีจะช่วยให้คุณสามารถปรับความต้องการของตัวเองให้เหมาะสมและเริ่มลงทุนในสิ่งที่พนักงานในองค์กรต้องการ แต่จากการศึกษาเดียวกันกลับแสดงให้เห็นว่า หลังจากตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการแล้ว ลำดับความสำคัญมักเปลี่ยนไป ดังนี้ 1. สามารถปรับเปลี่ยนได้ (Adaptability) 2. รองรับการขยายตัวที่เพิ่มมากขึ้น (Scalability) 3. ผลลัพธ์ที่วัดได้ (Measurable results) เพราะฉะนั้นเมื่อคุณต้องการลงทุนในโปรแกรมฝึกอบรม จึงต้องใช้เวลาทำความเข้าใจก่อนว่าโปรแกรมเหล่านั้นสามารถรองรับการขยายตัวหรือสามารถปรับขนาดให้เหมาะสมกับองค์กรของเราได้หรือไม่ เพราะไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องเจอกับความผิดหวังในอนาคตได้ เพราะอะไรทีม Learning & Development จึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างโปรแกรมฝึกอบรมที่ยั่งยืนและรองรับการขยายตัวได้? เป็นเรื่องปกติที่เราใช้โซลูชั่นการฝึกอบรมในการสร้างทักษะ ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานให้กับพนักงานและสนับสนุนวัฒนธรรมเชิงบวกในองค์กร ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับการมองหาโซลูชั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับองค์กรของเราได้ “นอกจากนี้โปรแกรมการอบรมที่รองรับการขยายตัวยังส่งผลในด้านเงินทุน เพราะการเลือกใช้โซลูชั่นใหม่ๆ มักตามมาด้วยต้นทุนสูงและค่าใช้จ่ายเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุอุปกรณ์

    17/08/2022
  • Seven Ways to Support Your Employees’ Mental Health

    7 วิธีที่จะช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาพจิตที่ดีในการทำงาน การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 นั้น ได้ส่งผลกระทบกับหลายๆ องค์กร รวมทั้งการทำงานและชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่แปลกเลยที่พนักงานจะรู้สึกมีความเครียด เหนื่อยล้า และเกิดความวิตกกังวล แม้กระทั่งก่อนปี 2020 รายงานพบว่า 72% พนักงานรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดพลังกับการทำงาน ในอดีตบทความหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตอาจจะเคยเป็นข้อห้าม แต่ปัจจุบันหลายๆ องค์กรได้ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพจิตที่ดีมากขึ้น ตั้งแต่เกิด Covid-19 เป็นต้นมา พบว่า 86% ของผู้นำในองค์กรในปัจจุบันมีความเป็นห่วงในเรื่องสุขภาพจิตในที่ทำงาน หากนายจ้างมีบทบาทสำคัญกับการมีสุขภาพจิตที่ดีของพนักงาน จะทำให้เกิดผลดีในชีวิตของพนักงาน สิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงานที่มีผลต่อสุขภาพจิต (Workplace Dynamics That Impact Mental Wellness) จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปัจจัยหลักเบื้องต้นที่มีผลต่อสุขภาพจิตของพนักงาน ได้แก่ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นและเกิดความไม่แน่นอนมากขึ้น รวมทั้งการทำงานในระยะไกล และความกังวลต่อความปลอดภัยในสถานที่ทำงานก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน โปรแกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ (Strengthen Your Mental Wellness Programs) ข้อแนะนำสำหรับทีมงานทรัพยากรมนุษย์ (HR) และฝ่ายการเรียนรู้และการพัฒนา (L&D) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งทางจิตใจให้แก่พนักงาน มีดังนี้ 1.

    17/08/2022
  • 6 Ways the Emergenetics+ Mobile App Improves the Way You Work

    ในฐานะผู้สอน Emergenetics หนึ่งในสิ่งทีชอบมากที่สุดคือการทำ Workshop และได้เฝ้าดูแววตาที่เป็นประกายของผู้เข้าร่วม Workshop เมื่อพวกเขาได้ค้นพบว่าตนเองและผู้ร่วมงานคนอื่นๆ นั้น แต่ละคนมีความถนัดด้านความคิดและมีรูปแบบทางพฤติกรรมแบบไหน ซึ่งเห็นได้จากการแสดงออกและสิ่งที่สะท้อนออกมาจากที่พวกเขาสามารถสร้างความเชื่อมโยงได้อย่างมากถึงความเป็นไปได้และการใช้วิธีต่าง ๆ ที่มาจากความเข้าใจในลักษณะ Profile ของสมาชิกในทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแนะนำให้นำคุณลักษณะไปใช้จริงด้วยหลังจากเสร็จสิ้น Workshop อยู่เสมอ และนี่คือความสำคัญของแอปพลิเคชัน Emergenetics+ ในเดือนที่ผ่านมา ได้มีการแนะนำเวอร์ชันใหม่ล่าสุดของแอปพลิเคชัน (โดยดาวน์โหลดได้ผ่าน App Store และ Google Play) ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีสำหรับทุกคนที่มี Emergenetics Profile ซึ่งแอปพลิเคชันนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานได้ใช้ประโยชน์จาก Emergenetics ได้ และพวกเขาจะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้นจากโปรแกรมนี้ 6 รูปแบบของสถานการณ์ในการใช้แอปพลิเคชัน Emergenetics+ ที่จะช่วยให้ผู้ที่มี Emergenetics Profile และเพื่อนร่วมงานได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Workshop เพื่อนำไปปรับใช้ได้จริงในการติดต่อสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน ดังนี้ 1) การเตรียมตัวก่อนการพบปะแบบตัวต่อตัว (Preparing for a One-on-One Meeting) ก่อนที่จะพบปะกับผู้จัดการ ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเพื่อนร่วมงาน ขอแนะนำให้เชื่อมต่อ

    17/08/2022
  • How Can Your Company Best Invest in Skill Building?

    องค์กรสามารถลงทุนกับการสร้างทักษะอย่างไรให้ดีที่สุด ในปัจจุบัน ทีมงานที่ดูแลด้านการเรียนรู้และพัฒนา (Learning & Development: L&D) ต้องรับมือกับความท้าทายมากเป็นพิเศษ เนื่องจากโปรแกรมการสร้างและพัฒนาทักษะกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงจากทั้งพนักงานและผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และพัฒนา (L&D) จึงต้องสรรหาสภาพแวดล้อมที่พนักงานจะสามารถทำงานได้ในระยะเวลาหลายชั่วโมงมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าข้อจำกัดเรื่องเวลาอาจกลายเป็นอุปสรรคในการฝึกอบรมมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา เราจึงขอแนะนำเคล็ดลับ 7 ข้อ ที่ช่วยให้ผู้ที่ดูแลด้าน L&D เรียงลำดับความสำคัญในโปรแกรมการสร้างทักษะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทั้งทีมงานและพนักงานสามารถลงทุนในเวลาและความคิดริเริ่มต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ในเชิงบวกได้ แน่นอนว่าพนักงานจะได้ประโยชน์จากประสิทธิภาพที่มีความหลากหลายหากบริษัทวางแผนที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นในระยะยาว ดัังนั้น เพื่อค้นหาว่าเราควรให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง จึงขอแนะนำให้ทีม L&D และผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาคำถามต่อไปนี้โดยผ่านมุมมองของ คุณลักษณะของ Emergenetics หรือ Emergenetics® Attributes ด้วยการใช้ความหลากหลายทางความคิดมาช่วยกำหนดแผนงาน จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่ากำลังสร้างทักษะใหม่และพัฒนาทักษะเดิมจากมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังทราบถึงความถนัดทางด้านความคิดและพฤติกรรมของพนักงานด้วย 7 คำถามในการรวบรวมกลยุทธ์เพื่อการเสริมสร้างทักษะ 1) ผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment: ROI) ของแต่ละกลุ่มทักษะคืออะไร (What’s the return on investment (ROI) for each skill set?)

    17/08/2022
  • 5 ลักษณะนิสัย ของผู้นำที่ยิ่งใหญ่

    “มนุษย์มักคิดอยู่เสมอว่าเราสามารถควบคุมการกระทำและความคิดต่างๆ ของตัวเองได้โดยใช้หลักตรรกะเหตุผล ผ่านกระบวนการคิดที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี” โดยเฉพาะสำหรับผู้นำที่ต้องเผชิญกับการวางแผนและการตัดสินใจที่สำคัญอยู่ตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการควบคุมความคิดและการกระทำน้อยกว่าที่เราคิด นั่นก็เพราะกว่า 45% ของกิจกรรมประจำวันที่เรากระทำนั้น ล้วนแต่อ้างอิงมาจากพื้นฐานนิสัยที่ฝังลึกอยู่ของแต่ละบุคคล ซึ่งนั่นเองคือเหตุผลว่า เพราะเหตุใดการพัฒนาลักษณะนิสัยของคุณจึงมีความสำคัญต่อการเป็นผู้นำที่มั่นคง มีเหตุผล และมีประสิทธิภาพ ลักษณะนิสัย (Habit) คืออะไร? “ลักษณะนิสัยเป็นเครื่องมือกำหนดการตอบสนองอัตโนมัติต่อสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงช่วยให้กระบวนการทางจิตและการตัดสินใจเป็นไปอย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น” ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือพัฒนาการของมนุษย์มานับตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะหากเราต้องใช้สมองเพื่อทำการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลา นั่นจะเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองพลังงานทางร่างกายและจิตใจอย่างมากจนทำให้การตัดสินใจเหล่านั้นไม่มีประสิทธิภาพในที่สุด ลักษณะนิสัยเกี่ยวข้องกับความเป็นผู้นำอย่างไร “นิสัยของมนุษย์มีความเกี่ยวข้องกับ ‘ความเป็นผู้นำ’ ในแทบทุกมิติ มันไม่ได้เกี่ยวกับบุคลิกภาพหรือความสามารถเฉพาะของผู้นำ แต่ลักษณะนิสัยเป็นตัวการที่ส่งผลถึงพฤติกรรมอัตโนมัติที่ผู้นำปฏิบัติในทุกวัน“ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้นจะพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดีของพวกเขาจนกลายเป็นผู้นำที่โดดเด่น ขณะที่ผู้นำอีกกลุ่มอาจไม่สังเกตเห็นนิสัยที่ไร้ประสิทธิภาพของตนเองจนขาดโอกาสในการพัฒนาและแก้ไขในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ “ผู้นำที่ดีสามารถเป็นคน ‘นิสัยดี’ ได้เช่นกัน” โดยขั้นแรกที่สำคัญก็คือการตระหนักรู้ถึงลักษณะนิสัยเฉพาะของตนเองผ่านการใช้ Emergenetics® Profile เพื่อให้เราสามารถปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนการกระทำต่างๆ ให้สอดคล้องกับค่านิยมที่ต้องการมากขึ้น นอกจากนี้ Emergenetics® Profile ยังทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มความคิดและการกระทำของตัวเองเพื่อให้สามารถวางแผนการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ในอนาคต ลักษณะนิสัยการเป็นผู้นำที่สำคัญ 5 ประการ 1. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ “ผู้นำที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือผู้นำที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ” การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่การพูดมากหรือการบรรยายเก่ง แต่หมายถึงการรู้ว่าเมื่อไรควรฟังและเมื่อไรควรพูด

    17/08/2022
  • เคล็ดลับการสร้าง Cross-Functional Team ให้สำเร็จ

    เมื่อบริษัทพยายามปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างของทีมงานแบบดั้งเดิมอาจไม่ได้เป็นมาตรฐานสำหรับองค์กรอีกต่อไป เพราะทีมที่มีเมทริกซ์และการทำงานข้ามสายงาน (Cross-Functional Team) กำลังกลายเป็นเรื่องที่สามารถพบได้ทั่วไปมากขึ้น “ในสหรัฐอเมริกามีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าพนักงาน 84 เปอร์เซ็นต์กล่าวว่าพวกเขาทำงานด้วยโครงสร้างเมทริกซ์และ McKinsey เผยว่าองค์กรอย่าง 3M, Google และ Wells Fargo นั้นเริ่มใช้แพลตฟอร์มที่สมาชิกในทีมจะถูกดึงตัวมาเข้าร่วมโครงการและกลุ่มต่างๆ โดยขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและความต้องการของแต่ละโครงการโดยเฉพาะ” เมื่อพนักงานพบว่าตนเองต้องทำงานกับเครือข่ายที่มีความหลากหลายและต้องส่งมอบรายงานแก่ผู้นำหลายๆ คน มันจึงเป็นเรื่องท้าทายที่พวกเขาจะจัดลำดับความสำคัญและทำงานได้ตรงตามกำหนดเวลา ผู้นำจึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้พนักงานซึ่งเป็นสมาชิก Cross-Functional Team ประสบความสำเร็จ โดยเคล็ดลับดังต่อไปนี้ 1. ระบุวัตถุประสงค์ (Purpoose) อันดับแรกเราต้องสร้างความชัดเจนให้กับวัตถุประสงค์ของโครงการให้กับทีมก่อนเสมอ รวมถึงอธิบายรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอย่างระยะเวลาของโครงการ รวมถึงตรวจสอบให้แน่ใจอยู่เสมอว่าสมาชิกทีมและผู้จัดการรับรู้ว่าพวกเขามีเป้าหมายร่วมกัน 2. มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ขององค์กร (Vision) เชื่อมโยงวัตถุประสงค์ของโครงการเข้ากับภาพรวมองค์กร ด้วยการทำให้ทีมงานหรือโครงการเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของบริษัท หากทำได้มันจะช่วยให้คุณเพิ่มความมีส่วนร่วมให้กับสมาชิกในทีมได้ 3. ชี้แจงบทบาทและความรับผิดชอบ (Role & Responsibility) การทำงานในลักษณะ Cross-Functional Team นั้นเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งระดับความอาวุโส ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การทำงาน ดังนั้นลองสละเวลาเพื่อหารือเกี่ยวกับบทบาทและความคาดหวังของสมาชิกในทีมแต่ละคน การกระทำนี้จะช่วยส่งผลต่อความสำเร็จโดยรวม 4. สร้างความเชื่อมั่น (Confidence) เมื่อเราต้องรวบรวมพนักงานจากส่วนต่าง ๆ

    17/08/2022
  • 5 ทักษะการสื่อสารที่คุณควรให้ความสำคัญ

    คนหางานหลายๆ คนอาจเคยเจอกับความต้องการด้าน “ทักษะการสื่อสารยอดเยี่ยม” ของบริษัทที่ระบุลงใน Job description กันมาบ้าง เนื่องจากการสื่อสารมีผลกระทบอย่างมากต่อการทำงานและธุรกิจ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากบริษัทหลายแห่งจะระบุความต้องการทางด้านนี้โดยตรง “Salesforce รายงานว่า กว่า 86 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานและผู้บริหารเห็นว่าการขาดความร่วมมือกัน รวมถึงการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นสาเหตุของความล้มเหลวของบริษัท นอกจากนี้จากการศึกษาของ Watson Wyatt ยังพบว่า บริษัทที่มีวิธีการสื่อสารที่ดีนั้น มีอัตราการเปลี่ยนพนักงาน (Turnover) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมในประเภทเดียวกัน” ดังนั้น เพื่อสร้างองค์กรที่เป็นเลิศด้านการสื่อสาร นี่คือทักษะด้านการสื่อสารที่คุณควรให้ความสำคัญ 5 อันดับแรก 1. การฟัง การฟังเป็นทักษะการสื่อสารที่สำคัญเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานคุณก็ควรเป็นผู้ฟังที่ดีอยู่เสมอ เพราะหากคุณไม่ฟังสิ่งที่ลูกค้าต้องการ การให้คำแนะนำหรือช่วยพวกเขาแก้ปัญหาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับการทำโครงการต่างๆ ให้สำเร็จ หากไม่ฟังความคิดเห็นหรือแนวคิดของเพื่อนร่วมงาน การทำงานก็จะกลายเป็นเรื่องยากในที่สุด “คุณสามารถพัฒนาทักษะการฟังได้ด้วยการถอดความหรือสรุปสิ่งที่คู่สนทนากำลังพูด วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีสมาธิและจดจ่อกับสิ่งที่ฟังอยู่มากขึ้น” 2. การให้และรับข้อเสนอแนะ “PricewaterhousCoopers รายงานว่า พนักงานเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ต้องการรับฟังความคิดเห็นเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ และสำหรับพนักงานที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี สถิตินี้จะเพิ่มเป็น 72 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากต้องการเติบโตในการทำงาน

    17/08/2022
  • 5 เทคนิคเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่าน Learning and Development

    การทำให้พนักงานมีส่วนร่วมกับบริษัทอยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไปไม่ได้ แรงงานกลุ่ม Millennials กว่า 87 เปอร์เซ็นเห็นว่าการพัฒนา (Development) คือปัจจัยสำคัญในการทำงาน นอกจากนี้พนักงานกว่า 40 เปอร์เซ็นที่ได้รับการฝึกอบรมน้อยกว่าที่ควรและไม่มีโอกาสพัฒนาตัวเองมีแนวโน้มจะออกจากงานภายใน 5 ปี กลยุทธ์การเรียนรู้และพัฒนา หรือ Learning and Development (L & D) ที่ล้มเหลวนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคตให้เติบโต ผลการวิจัยจาก Find Courses’ 2018 Report แสดงข้อมูลเขิงลึกให้เราเห็นว่า บริษัทที่มีประสิทธิภาพสูง มีแนวโน้มที่จะใช้โปรแกรม L & D มากกว่าบริษัททั่วไปถึง 5 เท่า และ 42 เปอร์เซ็นของผู้เชี่ยวชาญด้าน L & D ระบุว่า พนักงานของพวกเขามีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ต่างๆ เป็นอย่างมาก จากผลวิจัยทำให้เราสามารถระบุเคล็ดลับ 5 ข้อที่จะมาช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านการเรียนรู้และพัฒนา นั่นก็คือ 1. ตระหนักถึงความสำคัญของ L & D โลกปัจจุบันมีอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้น

    07/08/2022
  • แบบทดสอบบุคลิกลักษณะทำงานอย่างไร?

    บุคลิกลักษณะ คือ อุปนิสัยของบุคคลหรือสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของบุคคล เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมซึ่งคาดเดาได้โดยง่าย เปรียบเหมือนกับคนขับรถที่ใช้แผนที่เพื่อดูเส้นทางก่อนออกเดินทาง “องค์กรควรใช้แบบทดสอบบุคลิกลักษณะในการทำนายทิศทางแนวโน้ม หรือความเป็นไปได้ของประสิทธิภาพของผู้สมัครงานก่อนตัดสินใจจ้างงาน” ก่อนจะใช้เครื่องมือทางจิตวิทยา หรือ Psychometrics Tool อย่างจริงจัง นายจ้าง หรือองค์กรควรตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่ามีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของแบบทดสอบบุคลิกลักษณะต่างๆ อุตสาหกรรมการประเมินไม่มีการควบคุม ซึ่งแปลว่าอุตสาหกรรมนี้เต็มไปด้วยแบบทดสอบต่าง ๆ ที่บอกเล่าเกินจริง การรับทราบสิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยให้องค์กรหลีกเลี่ยงการนำ Psychometrics ปลอมเข้าสู่องค์กร กรอบการทำงานของแนวความคิด (Conceptual Framework) สิ่งที่สองที่นายจ้างต้องทราบ คือ แบบทดสอบบุคลิกลักษณะ มีกรอบการทำงานอย่างไร คำอธิบายอย่างสั้นๆ คือเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับให้มีการสร้างเครื่องมือ กรอบแนวคิดที่ถูกต้องจะเปิดโอกาสให้นักจิตวิทยาได้พัฒนาเครื่องมือที่ใช้งานได้ เช่นเดียวกับการที่นักวิทยาศาสตร์จะพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็ต้องมีความเข้าใจและทำงานภายใต้บริบทของภูมิอากาศของโลก หากพลาดตั้งแต่ก้าวแรก ก้าวต่อมาก็ย่อมพลาดเช่นเดียวกัน แบบทดสอบบุคลิกลักษณะส่วนใหญ่มาจากหนึ่งในสามกรอบแนวความคิด ซึ่งกรอบแนวความคิดแรกและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychodynamic Theory) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากจิตวิทยาเชิงคลินิก โดยสมมติว่าทุกคนมีอาการทางประสาทและพยายามระบุที่มาของโรคประสาทในกลุ่มคนที่เข้าร่วมศึกษา เนื่องจากอาการทางประสาทนี้เกิดขึ้นอย่างเท่าๆ กันกับประชากรที่เข้าร่วมศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คนทั้งโลก ปัจจุบันกรอบแนวความคิดนี้ส่วนใหญ่ถูกยกเลิกไปแล้ว กรอบแนวความคิดที่สองคือทฤษฎีคุณลักษณะ (Trait Theory) ซึ่งปัจจุบันเป็นกรอบแนวคิดที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางมากที่สุดในเชิงศาสตร์แห่งบุคลิกลักษณะ กรอบแนวคิดนี้แบ่งบุคลิกลักษณะออกเป็นแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมเดิมซ้ำและพยายามจะวัดคุณลักษณะเหล่านี้ด้วยแบบจำลองปัจจัยห้าอย่าง (Five-Factor Model) ผู้เข้าร่วมจะฟังหรืออ่านคำถาม เปรียบเทียบคำถามกับมุมมองต่อตนเอง

    05/07/2022

how can we help you?

If you have questions or require more information about our services.